Saturday, December 25, 2010

มื้อเย็นของวันที่อบอุ่น


09:34

ลุกขึ้นจากเตียงด้วยสภาพไม่สมประกอบเท่าไร หลังจากเมื่อคืนก่อนมี staff party ที่ร้าน กลับกันเกือบเช้า เลยนอนพัักกันข้ามวัน เป็นประจำทุกปีที่ใกล้จะปีใหม่ก็มีการเลี้ยงฉลองให้ความสำเร็จของร้านและฉลองให้กับความเหนื่อดเหนื่อยกันมาทั้งปี ทางเจ้าของก็ตอบแทนเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ ก็คงเหมือนกันทั่วทั้งโลก ที่ถึงปลายปีก็แลกเปลี่ยนความสุขกันและขอบคุณกับการทำงานด้วยกันมาตลอดปี และหลังจากการเลี้ยงฉลองทางร้านก็จะให้หยุด 2 วันช่วงคริสต์มาส บางร้าน บางบริษัท ก็หยุดกันเป็นอาทิตย์ เป็นช่วงที่พนักงานที่ทำงานต่างรอคอยที่จะมอบความสุขให้กับตัวเอง บางคนใช้เวลาช่วงนี้พาตัวเองไปที่ตัวเองอย่างไปมานานแต่ไม่มีเวลา บางคนแอบไปเดินดูของที่อยากได้และฉวยโอกาสซื้อให้ตัวเองโดยให้เหตุผลสนับสนุนกับตัวเองว่า เป็นของขวัญให้ตัวเองของปีนี้ (ทั้งๆก่อนหน้านี้ก็ซื้อมาเยอะและ แต่ก็ไม่นับ 5555 ) เป็นเทศกาลของความสุขจิงๆ

10:09

เช้าวันคริสต์มาสนี้บรรยากาศในลอนดอนมันชั่งเงียบเหงา ไม่ได้ยินแม้กระทั้งเสียงเด็กวิ่งเล่น ทุกๆปีในวันคริสมาส การจราจร การขนส่ง ร้านค้า หยุดให้บริการ ไม่มีแม้กระทั้งคนเดินตามท่องถนน พนักงานที่ให้บริการกับลูกค้ากันมาทั่งปีก็ได้กลับมาเป็นลูกๆที่ดีอีกครั้ง ได้กลับมาอยู่กับที่บ้าน อยุ่กับครอบครัวคงเป็นวันที่ลูกๆหลานๆมาร่วมตัวกัน แลกเปลี่ยนความเป็นไปหลังจากแยกย้ายกันไปทำงานหรือมีครอบครัว มือเย็นของวันคริสต์มาส คงเป็นมื้อที่อบอุ่น และบรรยากาศที่เป็นกันเอง ในเมื่อปีที่แล้วบ้านหลังที่เราอยู่ก็คึกคลื้นไม่แพ้กัน พี่ป๋อมกับพี่ติ้ง พี่ที่น่ารักของบ้านลงมือทำสุกี้หม้อโต เรียกว่าเป็นอาหารประจำคนไทยไปแล้วก็ได้ ถ้าฝรั่งเค้ามีไก่งวงในวันคริสมาส คนไทยก็มีสุกี้นี้ละ อร่อยไม่แพ้กัน บรรยากาศของปีที่แล้วสนุกสนาน และเต็มไปด้วยความสุขจิงๆ เริ่มกันตั้งแต่ตอนบ่ายกว่าจะได้เข้านอน ก็เกือบเช้า

ผิดจากปีนี้จิงๆ หลังจากพี่เค้าเรียนจบ พี่ๆเค้าก็กลับไทยแบบถาวร มีน้องหน้าใหม่เข้ามาวนเวียนกับบ้านหลังนี้ ความสนิทสนมก็ไม่ได้มากมายนัก ช่วงวันคริสต์มาส น้องโอ๋ กับ เล็ก พี่น้องที่มาแทนที่พี่ป๋อมกับพี่ติ๋งก็ไปเที่ยวกับครอบครัว แม่ของน้องๆมาเยี่ยมและไปเที่ยวต่างจังหวัด ส่วนพี่หมอต้นห้องข้างๆ กลับไปเที่ยวเมืองไทย 2 อาทิตย์ ปล่อยให้ เรา และ เอก เพื่อนข้างห้อง อยุ่บ้านแบบเงียบๆ ถึงกับเงียบมาก " เอก " เพื่อนข้างห้องเป็นหมอเกี่ยวกับโรคประสาท เป็นรุ่นน้องของหมอต้น เค้าเป็นคนเงียบๆ พูดน้อย แต่ยิ้มเก่ง เข้านอนเร็ว ตื่นเช้า ขยัน ถ้านึกไม่ออกก็ให้นึกถึงคนดีๆ คนหนึ่งที่เค้าเป็นกันก็ได้
ทุกอย่างที่ให้นิยามของเอกไป มันตรงกันข้ามกับเราหมดเลย 5555

14:18

สายตามองออกไปนอกหน้าต่างมือก็จับช้อนพร้อมกับฟองน้ำ ล้างคราบสกปรกออกจากช้อนและจาน มันเป็นอาหารมือแรกของวัน เวลาบ่ายสองโมง ข้างนอกเงียบเหงา ท้องฟ้าเป็นสีเทาตามเอกลักษณ์ของลอนดอน ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น อากาศข้างนอก 0 องศา แต่อากาศในใจเรามันติดลบและเลยจุดเหยือกแข็งไปละ ความเหงามันถึงจุดอิ่มตัว แต่เพียงแค่ว่าไม่กลั่นกรองและหยดลงมาเป็นน้ำตาเท่านั้นเอง เสียงเครื่องซักผ้าพยายามส่งเสียงเรียกร้องความสนใจ ว่า " กูยังอยู่เป็นเพื่อนมึงนะ อย่างน้อยกูก็ยังซักผ้าให้มึงอยู่เนี้ย " เราคิดในใจว่ามึงคงอยู่เป็นเพื่อนกูอีกนาน เพราะผ้าที่ยังไม่ซักยังมีอีกเยอะ 555

แสงไฟเหนือประตูของห้องเอกติดให้รู้ว่าเอกยังอยู่ตรงนี้ แต่ก็อีกละอยู่กันมาหลายเดือนคุยกันไม่เกินสิบคำ เวลาจะเจอกันยังไม่ค่อยเจอเลย ยังว่าเวลาของคนดีๆมันไม่ตรงกับเราอยุ่ละ มีข้อความหลายข้อความส่งมาอวยพร Merry Christmas กันตั้งแต่เช้า ปลุกเป็นระยะ ยิ้มทั้งหลับๆเลย อย่างน้อยก็แอบดีใจที่มีคนคิดถึงเราในช่วงเวลาที่ไม่มีใคร(อยู่บ้าน) เพื่อนๆหลายคนชวนไปpartyที่บ้าน แต่ต้องไปค้างตั้งแต่วันที่24 เพราะมันจะไม่มีรถกลับวันที่25 กลับอีกที่26 เลย เราไม่อยากไปนอนค้างหลายคืน เราตัดสินใจอยู่บ้านเงียบๆ นั่งทำ portfolio อยุ่บ้านดีกว่า บางก็อ่านหนังสือ ใช้เวลาช่วงนี้ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด การที่จะเป็นคนดีๆกับเค้ามันก็ไม่ยากนะ ง่ายๆก้แค่ชนะใจตัวเองเท่านั้นเอง


17:39

อาหารมื้อเย็นของวันคริสต์มาสปีนี้ คงมีแค่เรากับเสียงเครื่องซักผ้าและแสงไฟห้องเอก แค่นี้ก็พอเพียงและเพียงพอละ

Merry Christmas ครับ



Monday, September 13, 2010

ถึงเวลาเดินทาง


หลังจากไม่ได้อัพบล๊อคมาเป็นเวลาหลายเดือน เข้ามาเก็บความสะอาด ทาสีบ้านใหม่ ทำให้บล๊อคมีชีวิตชีวาขึ้น ทำให้แขกไปใครมาจะได้รู้ว่าเจ้าของบล๊อคไม่ได้ละทิ้ง หนีหายไปไหน ยังเก็บเรื่องราวดีๆ ความรู้สึกดีๆ จับมาบรรจุเป็นตัวหนังสือ อ่านง่ายๆสไตล์สารพัดอิงแบบนี้

อีกแค่เดือนเดียวเท่านั้น เราก็จะได้กลับเมืองไทยไปเยี่ยมที่บ้านและเพื่อนๆ หลังจากไมไ่ด้เจอหน้ากันมาเกือบจะ2ปี plan ต่างๆ ก็งอกออกมาแบบไม่มีระบบกลั่นกรอง ทั้งที่เวลาที่อยู่ที่ไทยแค่3อาทิตย์ อันไหนอยากทำก่อนบ้าง เริ่มลิส ออกมาเป็นหน้าๆกระดาษ อะไรที่ต้องทำ อะไรที่ต้องไป อะไรที่ต้องเที่ยวและอะไรที่จะต้องไปกิน!!!

ที่เที่ยวต่างๆในไทยเริ่มผุดขึ้นมาในหัวเหมือนมันทุกฝั่งเป็นเมล็ดไว้จนวันนี้มันได้น้ำเลยเริ่มงอก
สมุย ภูเก็ต เชียงใหม่ ผับแถวทองหล่อ ไหว้พระ อาหารญี่ปุ่น ขนมหวาน เสม็ด บ้านเพื่อน หัวหิน
โอ็ยยยยย แล้วที่ไหนดีน้าาาาาา

การค้นหาข้อมูลจึงเกิดขึ้น เมื่อวันก่อน น้องที่ทำงานด้วยกันที่ร้านอาหาร ถึงเวลาต้องกลับไทยก็จากลากันแบบซึ้งๆ บ้านของศศิอยู่ภูเก็ตก่อนเธอกลับ เธอทิ้งท้ายไว้น่าสนใจว่า พี่มาเที่ยวภูเก็ตน่าาาา เดี่ยวจะพาไปกิน อาหารทะเลรสเด็ด และจะพาไปเที่ยวแบบคนพื้นที่เค้าเที่ยวกัน โอ้ยย ฟังแล้วอยากจะแพ็คกระเป๋าตาม ศศิ ไปกิน ปู(น) ให้ร้อนท้องเลยทีเดียว นี้ก็เป็นข้อมูลชั้นดีอีกที่ ที่เข้ามางอกอยู่ในหัว
ทุกวันนี้ิก็เฝ้าแต่รอ ให้ถึงวันที่ได้กลับไปเหยียบแผ่นดินสยาม จะได้เที่ยวในสไตล์ไทยๆ อยากจะกินอะไรแบบไทยๆ อย่างน้อยก็กลับไปชาร์ตพลัง ได้ไปอยุ่กับครอบครัว ได้กินอาหารฝีมือแม่ ได้หัวเราะกับหลานๆ แค่นี้ก็มีพลังที่จะสู้ และตามหาฝันกันต่อไป

ขนของฝากกลับเป็นกระเป๋า เพื่อจะเอาความสุขกลับไปแจกคนที่ไทย แทนการหายหน้าหายตาไป
และตอนขากลับเราก็เตรียมขนความรัก ความรู้สึกดีๆ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ที่เค้ามีให้จับใส่ให้เต็มกระเป๋า
หวังว่า น้ำหนักคงไม่เกิน30กิโลนะ



Thursday, February 4, 2010

พักผ่อนตามอัธยาศัย



คำเตือน คนที่เป็นโรคเบาหวาน ไม่ควรบริโภคเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ


เข้าเดือนกุมภา กับวันแห่งความรักก็คงมีหลายคนตั้งตารอ และอีกหลายคนที่ไม่อยากให้มาถึง เดือนแห่งความรัก เดือนที่มนุษย์บนโลกนิยมแสดงออกด้านความรักกันมากที่สุด เราก็เป็นอีกคนหนึ่งที่นิยมแสดงออก(นอกหน้า)ในวันพิเศษในเดือนที่พิเศษและกับคนที่พิเศษ ??? หลายคนคงอยากจะเป็นคนพิเศษ เราก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่อยากจะเป็น การที่จะเป็นคนที่พิเศษของใครคนหนึ่ง มันยากไม่แพ้กับการรักษาความพิเศษให้อยู่กับเราได้นานๆ หลายคนรักษาได้ หลายคนรักษาไม่ได้ และอีกหลายคนรับไม่ได้ที่จะกลับมาเป็นคนธรรมดาในสายตาของคนที่พิเศษ

หลังจากไม่ได้อัพบล๊อคมาหลายเดือน พบเจอเรื่องราวมากมายในระหว่างที่ไม่ได้พิมพ์และถ่ายทอดมาเป็นตัวหนังสือ วันนี้อารมณ์ดีหลังจาก คาริล ยิบราน เข้าฝัน ปราบดา เข้าสิง นิ้วกลม เข้า...... (เข้าอะไรดี) เข้าใจว่ามันไม่เกี่ยว 555 แค่อยากจะอ้างอิงเฉยๆ เห็นนักเขียนหลายคน นิยมเขียนถึงบุคคลสำคัญในวงการนักเขียนและมักนิยม เอาคำพูดที่กินใจของคนๆ นั้นมาใส่ลงในบทความของตัวเอง มันดูดีและมีราคาขึ้นไม่หยอก ก็เริ่มอยากจะทำบ้าง 555 ว่าแล้วเราก็เริ่มจาก

คาริล ยิบราน นักประพันธ์เจ้าของรางวัลโนเบล กล่าวว่า

Beauty is not in the face: beauty is a light in the heart.

ความงามมิได้ปรากฎบนใบหน้า ความงามคือแสงสว่างในดวงใจ

วิลเลียม เช็กสเปียร์ นักประพันธ์เอกของโลก กล่าวว่า

Love looks not with the eyes but with the mind: And therefore is winged Cupid painted blind.

ความรักไม่ได้ดูด้วยดวงตา แต่ดูได้ดวงใจ นั้นเองที่กามเทพยังยิงศรรักให้กับคนตาบอด

เพลโต นักปราชญ์กรีก อาจารย์ของอริสโตเติล กล่าวว่า

At the touch of love, everyone becomes a poet.

เมื่อได้สัมผัสแห่งรัก ทุกคนจะกลายเป็นกวี

วิกเตอร์ ฮูโก นักประพันธ์ชื่อก้องโลก กล่าวว่า

The supreme happiness of life is the conviction that we are loved.

ความเปี่ยมสุขที่สุดในชีวิตก็คือการติดสินว่าเราถูกรัก

อริสโตเติล นักปราชญ์ชากกรีก กล่าวว่า

Love is composed of a single soul inhibiting two bodies.

รักคือหนึ่งวิญญาณที่แบ่งอยู่ในสองร่าง

มหาตมะ คานธี วีรบุรุษของอินเดีย กล่าวว่า

Where there is love there is life.

ที่ใดมีความรัก ที่นั้นมีชีวิต

สารพัดอิง นักรบในเรื่องของความรัก กล่าวว่า

Snow is white

Your eyes are bright

My heart is light

You are the one that I like

หิมะเป็นสีขาว ดวงตาของเธอก็สุกสดใส
หัวใจของฉันก็เต็มไปด้วยแสงสว่าง
คุณก็คือคนเดียวที่ฉันปรารถนา


( เชิญอ้วกได้ตามอัธยาศัย )

เมืื่อหลายวันก่อนพี่อ้อ (พี่เชฟที่ร้านที่ทำงาน)หอบเรื่องราวน่ารักมีทั้งรอยยิ้มและคราบน้ำตามาเต็มกระเป๋า พี่อ้อเข้างานตามปกติทุกวัน พร้อมทั้งน้าพิณ (เชฟอีกคนหนึ่ง) บรรยากาศในครัวก็คึกคัก เป็นไปอย่างนี้เกือบทุกวัน การทำงานพร้อมทั้งเรื่องพูดคุยปัญหาส่วนตัวและส่วนร่วม เรื่องที่ไปเจอมาในแต่ละวัน แลกเปลี่ยนกันไป สลับกับการออกออเดอร์ของลูกค้า ช่วงไหนยุ่งหน่อย การพูดคุยก็จะเงียบหาย ปล่อยให้กะทะและเตาหลิวส่งเสียงพูดคุย ออกความเห็นบ้างหลังจากเป็นผู้รับฟังมานาน บางเรื่องก็ดุดันเผ็ดร้อน บางเรื่องมีปัญหาชีวิตก็ออกแนวขมๆ บางวันเรื่องของความรัก ก็จะหวานซะจนเลี้ยน ชีวิตคนเราก็ไมไ่ด้ปรุงมาแค่รสชาติเดียว ต้องมีดิบมีสุขก็ว่ากันไป ไม่มีความอร่อยอยู่บนโลกใบนี้มีแต่ว่าเราพอใจที่จะกินรสไหนแค่นั้น
สิ้นเสียงกระทบของกะทะกับเตาหลิว เสียงของพี่อ้อก็เริ่มต้น "เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า "

( บรรยากาศฤดูหนาว ณ สวนสาธารณะ )
Down hill park , Turnpike Lane , London

หลังจากที่ต้องกลับบ้านและต้องเดินผ่านสวนสาธารณะนี้ทุกวัน พี่ก็เพิ่งสังเกตุเห็นเก้าอี้ไม้ที่นั่งในสวนสาธารณะเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตัว และดูจากเนื้อไม้แล้ว ค่อนข้างจะใหม่กว่าตัวอื่นๆ นอกจากนั้นบนเก้าอี้ก็มีช่อดอกไม้ที่เพิ่งจะแห้งเฉาไปไม่นาน บนผนักพิงมีกระดาษเขียนข้อความต่างๆไว้หนึ่งหน้ากระดาษเต็มๆ เคลือบพลาสติกกันแดดฝนไว้ไม่ให้ตัวอักษรนั้นจากหายไป เดินผ่านอยู่หลายวันจนวันหนึ่งอดใจไม่ไหว อยากรู้ข้อความในกระดาษเขียนไว้ยังไงจึงเดินเข้าไปอ่าน ก็พบว่าเนื้อหาในกระดาษ คือ ชายคนหนึ่งผู้ที่เป็นสามี เขียนถึงภรรยาที่ชื่อ "แซนด้า"ที่สุญเสียไปเมือ 5 ปีที่แล้ว บอกเล่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงที่ภรรยาไม่อยู่ ว่าลูกสาว "เอ็มมา" ได้เพิ่งแต่งงานไป และเล่าให้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้นในครอบครัว และบอกตลอดเวลาว่าอยากให้มาอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญๆด้วยกัน และข้อความที่บอกรักตลอดเวลา ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ตอนนี้เข้าปี 2010 ระยะเวลาผ่านไป 5 ปี ความรักของผู้ชายคนหนึ่งและลูกๆที่มีแต่ แซนด้า ไม่ได้น้อยลงไปเลย บนเก้าอี้ได้ติดป้ายสลักข้อความไว้จาลึกและระลึกถึงว่า

In loving memory of Sandra Croucher
Who spent many a happy hour in this park

29.10.46 - 9.11.05

เป็นธรรมเนียมของคนผู้ดีอังกฤษที่คนที่รักชอบมาใช้เวลากับสวนสาธารณะและผูกพันธ์กับครอบครัวเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง ถึงเวลาที่ตัวเองไม่อยู่คนที่รักก็มักจะแสดงความรักและอาลัยไว้กับเก้าอี้ไม้ คงไม่ได้เป็นจดหมายฉบับแรกที่เขียนถึง แซนด้า และคงไม่ใช่ช่อดอกไม้ช่อสุดท้ายที่จะวางไว้เพื่อมอบให้ในช่วงวันสำคัญ ช่อดอกไม้ที่แห้งเฉา ตัวอักษรที่ลบเลื่อน เนื้อไม้ที่เริ่มจะซีดจาง แต่ความรักของชายหนุ่มคนหนึ่งไม่ได้เลื่อนหายไปเลย






เก้าอี้หลายๆตัว ในทุกๆทีในสวนสาธารณะมันไม่ได้มีไว้เพื่อแค่ พักผ่อนตามอัธยาศัย แต่มันมีไว้เพื่อพักหัวใจของใครบางคน

อาลัยแด่ Sandra Croucher
ขอบคุณ พี่อ้อที่นำเรื่องและภาพดีๆมาเล่าสู่กันฟัง


Saturday, October 3, 2009

100%


ให้เต็มร้อยกับงานดีๆ ที่เกิดขึ้นในลอนดอนอีกครั้ง ต้องบอกว่าบังเอิญจิงๆ ที่ผ่านไปร่วมงานโดยบังเอิญ เราต้องเดินทางไปทำงานทุกครั้ง เราจะต้องไปต่อรถที่ Earl's Court เพื่อจะต่อไปที่ High Street Kensington ช่วงเราออกจากสถานี เราก็มองไปเห็นป้าย ขนาดใหญ่ เขียนชืื่องานไว้ว่า " 100% Design London " เห็นชื่องานแล้วคุ้นๆ เหมือนเคยเจอกันในชาติปางก่อน เก็บเอามาคิดว่าเราเคยเจอกันในชาติปางไหน? ...ก็ได้คำตอบหลังครุ่นคิดอยู่หลายนาที

" art4d " นี้เอง ที่แนะนำให้เราได้รู้จัก
art4d เป็นนิตยสารดีๆ ที่มีในเมืองไทย และเป็นนิตสารที่เราชอบที่สุดที่เกี่ยวการออกแบบ ในเล่มมีเนื้อหาการออกแบบทุกแขนง ถ้าเปรียบ art4d ก็เหมือนกับเป็นประภาคารที่ค่อยมองดูคลื่นดีไซน์ลูกใหม่ๆที่พัดจากต่างประเทศและมันกำลังจะพัดเข้าฝั่งไทย และคอยเตือนให้ดีไซร์เนอร์ทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่าได้เตรียมรับไม้รับมือ รอรับและตัั้งตัวได้ทัน

ถ้าความแรงของคลื่นมันแรงมากพอ มันอาจจะพัดเอากะลาที่ติดแน่นกับพื้นดินมาเนิ่นนานได้หลุดออก แล้วทำให้กบบางตัวได้พอมองเห็นโลกกว้างบ้าง


100% Design London ถ้าเปรียบกับงานที่มิลาน ก็ต้องบอกว่าคนละเรื่อง ขนาดของงานที่ ลอนดอนมีแค่อาคารเดียว เนื้อหางานไม่ได้ใหญ่โตลักษณะงานถ้าเปรียบกับบ้านเราก็คล้ายๆ กับงานสถาปนิกผสมกับงานดีไซน์ของกรมส่งเสริมการส่งออก แต่ต้องบอกเลยว่า 100% จิงๆมีแต่ของ ดีไซน์ งานเล็กแต่จัดได้มันมาก ส่วนใหญ่ผู้ที่แสดงงานมาจาก ดีไซน์เนอร์มาแสดงงานเอง งานหลายชิ้นเลยสดใหม่ แต่ก็มีผสมประปราย ที่เป็นรูปแบบบริษัทที่มานำเสนอวัสดุใหม่ๆ เอาไว้เป็นลูกเล่นในยามที่ดีไซน์เนอร์อยากจะเล่นอะไรมันๆในเนื้องาน




ค่าเข้าชมงานสำหรับนักเรียน 15 ปอนด์ และสำหรับคนทั่วไป 20 ปอนด์ ถือว่าแพงเอาเรื่องเหมือนกัน งานจัดเป็น3โซน โซนแรกเป็นโซนหลักมีเนื้อที่ใหญ่ที่สุด คืองานที่เกียวกับวัสดุจากบริษัทใหญ่ๆ และ งานของดีไซน์เนอร์ หรือถ้าเรียกแบบบ้านเราก็ พวก SME ธุระกิจขนาดย่อมๆๆ





อีกโซน เป็นโซนของ จักรยาน ดีไซร์ โซนนี้ไม่ใหญ่มาก แต่ที่เอามาโชว์ ก็แหล่มๆ ทุกคัน ต้องบอกว่าคนลอนดอนนิยมปั่นจักรยานมากกว่าการขี่มอร์เตอร์ไซค์ ทำให้นิยามคำว่าเด็กแว้นน หรือสาวสก๊อย ไม่แพร่หลายในเมืองผู้ดี เพราะตอนปั่นมันไม่มีเสียง แว้นนนน และคนซ้อนท้ายส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กเล็กๆ แต่นุ่งน้อยห่มน้อย เพราะตัวยังน้อยๆ กันอยู่



โซนสุดท้าย คือโซนดีไซร์เนอร์จิงๆ ที่เอางานมาขายกันแบบสดๆ ดิบๆ เป็นๆ สมองยังดิ้นๆ รอการปรุงรส กันเลย เค้าใช้พื้นที่ในส่วนลานจอดรถมาประยุกต์ใช้เป็นตลาดขายสมองแทน เดินเข้าไปในโซนนี้ถึงกับต้องอุดจมูกเพราะ เดินไปมีแต่ของสด กลิ่นคาวสมองคละคลุ้ง ร่างกายขาดของสดมานาน ก็กระหายของสดขึ้นมาทันที แต่น่าเสียดายที่ตลาดนี้ขายอาหารสมองน้อยไปหน่อย ใช้เวลาไม่นานก็เดินรอบ







เดินจนครบทุกโซน มีอาการแปลกใจเล็กน้อยที่ไม่ยักจะเห็น ดีไซน์เนอร์สัญชาติไทย เชื่อไทยเลยแม้แต่คนเดียว คนเอเชีย มีแต่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ทำไมคนไทยไม่มาแสดงฝีมือให้ชาวเมืองผู้ดีเค้าได้รับรู้ แต่ตอนไปที่มิลานกลับเจอ ดีไซน์เนอร์ไทยตั้งหลายคน และเราได้มีโอกาสไปพูดคุย ที่มาที่ไปของการมาแสดงงานในต่างแดน และทราบถึงที่มาว่า ต้องส่งผลงานมาให้ทางคณะจัดงานที่มิลาน และเค้าจะคัดเลือก ถ้าได้คัดเลือกไปแสดง ทางฝั่งรัฐ ก็เป็นสปอร์ตเซอร์บางส่วน ออกค่าใช้จ่ายให้ ก็คือกรมส่งเสริมการส่งออก แต่ไม่ทั้งหมด แต่ข้อแม้หลัก คุณต้องมีการร่วมงานกับกรมส่งเสริมมาก่อน เช่นเคยอบรม หรือ ส่งงานเข้าประกวด อื่นๆ ถ้าไม่มีส่วนร่วมมาก่อน คุณต้องเป็นสปอร์ตเซอร์ตัวเองในการมาแสดง

คงไม่แตกต่างไรกับการแสดงงานในไทยหรือต่างแดน ปัญหาใหญ่คือเรื่องค่าใช้จ่าย ไม่ใช่เรื่องไอเดีย การแสดงงานหนึ่งครั้ง หรือการเอาไอเดียตัวเองมาอวดโฉมให้โลกได้รับรู้มันมีค่า มีค่าทั้งเรื่องเงินและ มีค่าในเรื่องของไอเดีย การเสี่ยงที่จะโดนก๊อปปี้ หรือ มีโอกาสที่จะขาดทุนเพราะไม่ถูกกับกลุ่มเป้าหมาย

ประเทศไทยให้ความสำคัญเรื่องปากท้องมากกว่าเรื่องสวยงาม แต่การดีไซร์บางครั้งก็ไม่ต้องใช้เงิน??? ความสวยงามบางทีก็สำคัญกว่าปากท้อง ???

ยังไงก็แล้วแต่ก็อยากให้มีงานดีๆแบบนี้เกิดขึ้นที่ไทยบ้าง อันที่เกิดขึ้นมาแล้ว ก็อยากจะให้สานต่อกันไป อย่าเพิ่งยกเลิกไปซะก่อน เรายังเชื่อว่าโลกใบนี้ ยังต้องการ การออกแบบ

อย่างน้อย ขอให้ชื่องานว่า " 50% Design Bangkok " ก็ยังดี

Monday, September 21, 2009

อย่าเพิ่งกินนะเด็กดี


ขอต้อนรับเข้าสู่การทดลองที่เล่นกับประสาทรับรู้ รูป รส กลิ่น เสียง และความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์กับสิ่งที่ "ล่อใจ"ความอยาก แต่ขอรับรองว่าการทดลองนี้ น่ารักน่าชังเลยทีเดียว ไม่รอช้าไปดูกันเลยดีกว่า


Oh, The Temptation from Steve V on Vimeo.


ดูจบแล้วได้อะไรกับการทดลองนี้บ้าง ? ลองย้อนไปตอนที่คุณเป็นเด็ก คุณจะเป็นเด็กคนไหนกัน? เมื่อหลังเสียงปิดประตู

" ความซื่อสัตย์ต่ออารมณ์ตัวเอง " เรารู้สึกว่ามันมีในตัวตนของมนุษย์ทุกๆคน แต่บางครั้งเราไม่ได้ถ่ายทอดมันออกมาแบบ " บริสุทธิ์ "


บางที marshmallow มันก็ไม่ได้มีไว้แค่สูดดม



ต้องขอบคุณ"น้องหนู" ที่ส่งคลิปวิดีโอสั้นๆ น่ารักๆ มาให้หายคิดถึง


Wednesday, September 2, 2009

คนมีสี




เช้าวันหนึ่ง

เพิ่งผ่านพ้นไปกับงานสังสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ของคนเมืองผู้ดี แต่ดูจะไม่ค่อยจะเป็นผู้ดีซักเท่าไร ออกจะแนวมันๆ มั่วๆ ยังไงไม่รู้่บอกไม่ถูก ที่กล่าวถึงคืองาน Notting hill carnival ไม่รู้ว่ามันมีความสำคัญแค่ไหน แต่ถ้าวัดจากจำนวนคนที่มาร่วมงาน ก็ถือว่าเป็นงานใหญ่ประจำปีเลยทีเดียว


งาน Notting hill carnival ถ้าพูดถึงที่มาที่ไป คงตอบอะไรไม่ได้เพราะไม่รู้ๆจิง รู้แต่ว่า carnival จัด
โดยคนผิวสี จัดขึ้นทุกๆปี อยู่ช่วงเดือน สิงหาคม จะจัดแค่2วัน และตรงกับBank Holiday สุดท้ายของปี นี้ก็เป็น carnival ของคนผิวสีครั้งแรกที่ได้เห็น พี่ที่ร้านหลายคนเตื่อนบอกว่างาน carnival นี้ขึ้นชื่อเรื่องความน่ากลัว เพราะเป็นงานของคนดำ หรือที่นี้เค้าเรียกกันว่าพี่มืด บางปีมีการยิงกันตาย มีแก๊งค์มิจฉาชีพ ที่ค่อยอาศัยช่วงที่เราไม่รู้ตัว ขโมยความสุขและยัดเหยียดความทุกข์ใส่กระเป๋าเรา มีการส่งและเสพยากันในงาน ทุกอย่างที่กล่าวมาทางตำรวจเค้ารับทราบดี ถึงขั้นทางตำรวจส่งจดหมายไปเตือนผู้ต้องสงสัยว่า " ห้ามกระทำผิดในเทศกาลนี้เด็ดขาด เพราะพวกเราดูท่านอยู่ " เป็นจิงอย่างที่หนังสือพิมพ์ลง สังเกตจากจำนวนตำรวจและจำนวนม้าที่มาค่อยรักษาความปลอดภัย เห็นได้ทุกมุมถนน ทางร้านค้าแถวนั้นรู้ซึ้งดีว่างานนี้จะเกิดอะไรขึ้น ต่างพากันเอาไม้กระดานปิดทับกระจกหน้าร้านของตัวเอง เพื่อให้มันคงสภาพเดิมหลังงานผ่านพ้น หน่วยสร้างสรรค์บรรยากาศ ก็เริ่มทำงานโดยเอาสีสเปย์พ่นลวดลายต่าง เต็มไม้กระดาน แทบทุกไม้กระดานเต็มไปด้วยสารพัดสี ดูๆไปเหมือนเมืองของพี่มืดไม่มีผิด


หลังกลับจากงานผิดหวังนิดหน่อย เพราะคาดหวังว่าจะอลังการกว่านี้ แต่ก็ไม่เท่าไร เพราะดันไปวันของเด็ก วันที่ไม่ได้ไป เป็นวันของผู้ใหญ่ งานของผู้ใหญ่น่าจะอลังการงานสร้างมากกว่า ทั้งเครื่องแต่งกาย ทั้งจำนวนคน และงบประมาณ แต่ถ้าเรื่องความมัน ความน่ารัก ความตั้งใจ งานในวันของเด็ก ก็ไม่แพ้แน่นอน




เช้าวันหนึ่ง

ผู้คนนับหมื่นมาร่วมตัวกัน โดยไม่ได้นัดหมาย ทุกคนพร้อมใจกันมุ่งหน้าสู่ Portobello Road ที่ Notting hill ทุกคนเริ่มหาที่จับจองพื้นที่ริมทางเดิน บางคนนั่งบางคนยืนสายตาต่างจับจองมองไปสุดชายถนน รอคอยการมาของขบวนพาเรด รถบรรทุกขนาดใหญ่ บรรทุกลำโพงขนาดใหญ่ตามรถ บนนั้นมีทั้งดีเจที่คอยเปิดแผ่น และทีมงานที่คอยดูความพร้อมของขบวนพาเรด มีธงสารพัดสี ประดับประดา ปลิวไสว เหมือนธงได้ยินเสียงเพลง แล้วเต้นตามไปแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เสียงดีเจสลับกับเสียงเพลงดังสอดคล้องกัน เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนเอาความสุข ความสนุก ออกมาโชวกัน บางโยกตัวตาม บางก็เต้นตาม บางก็ร้องเพลงตาม บางคนก็ยืนดูเฉยๆ แต่ในดวงตากับมีรอยยิ้ม ด้านหน้าขบวนมีคนคอยกันผู้คนไม่ให้เข้าไปขว้างทางรถบรรทุกความสุข ที่กำลังจะแล่นผ่าน ถัดจากรถนำขบวน ก็เป็นขบวนพาเรด ส่วนใหญ่งานนี้มีแต่คนผิวสี ทั้งเด็กและวัยรุ่น ต่างแต่งองค์ทรงเครื่องตามคอนเซปของแต่ละขบวน บางคนเค้าไปเล่นกับคนที่มารอชมข้างทาง ผู้ชมบางคนก็วิ่งเข้าไปถ่ายรูปคู่กับสาวผิวสี ที่วันนี้แต่งตัวซะหลายสี บรรยากาศดูเป็นกันเอง ไม่มีเชื้อชาติ ไม่มีการเหยียดสี



งานวันนี้ดูคล้ายๆจานสี ที่หลายสีเลอะเปอะเปื้อนไปทั่ว ขบวนค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านไปเสียงลำโพงก็ค่อยๆเบาลง แต่เสียงลำโพงของขบวนใหม่ก็ดังเข้ามาแทรก เหมือนดีเจกำลังมิกซ์เพลงเพื่อไม่ให้อารมณ์ขาดตอน เนื้อหาของดีเจที่พูดฟังแล้วจำใจความไม่ได้ แต่น่าจะแปลเป็นไทยได้ว่า " พวกเรากำลังมีความสุข ใช่ไหม" เสียงผู้ร่วมขบวนและผู้รอชม ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า " ใช่"





เช้าวันหนึ่ง

ผู้คนนับหมื่นมารวมตัวกัน โดยมีการนัดหมายกันไว้ล่วงหน้า ทุกคนพร้อมใจกันใส่เสื้อสีเดียวกัน ร่วมกันเดินขบวนเพื่อแสดงพลังอะไรบางอย่าง ด้านหน้ามีรถนำขบวน รถที่ใช้เป็นรถบรรทุก เอาไว้บรรทุกพวกบุคคลสำคัญต่างๆ เช่น แกนนำ หรือหัวคะแนน มีธงชาติ และธงสีเหลื่องหรือสีแดง เพื่อบอกความเป็นตัวตนของตัวเองและยังมีลำโพงขนาดใหญ่เพื่อปาวประกาศเจตนารมณ์ ปลุกเร้า และบอกแนวทางการเคลื่อนไหว ด้านหน้ารถ มีชายฉกรรน์จำนวนไม่น้อยเดินเรียงเป็นหน้ากระดานมือคล้องกันคล้ายกับโซ่ตรวนมนุษย์ เหมือนกับล้อมสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต และรักษาไม่ให้ใครหน้าไหนไปแตะต้องหรือทำลาย ชายฉกรรจ์ทุกคนต้องมีผ้าปิดปาก ปิดเพราะไม่ได้กันไข้หวัด2009 แต่กันแสงแฟลชที่มาจากกล้องถ่ายรูปของนักข่าว และอำพรางตัวตนที่แท้จริง ถัดจากรถนำขบวน ก็เป็นจำนวนผู้คนนับหมื่นที่มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน สังเกตุได้จากการสวมเสื้อและการชูป้ายที่มีข้อความที่มีความหมายไปในทางเดียวกัน เสียงลำโพงดังพอจับจับความได้ว่า " พวกเราต้องการประชาธิปไตย ??? "



เช้าวันหนึ่ง

ผมได้รับ FW MAIL จากเพื่อนคนหนึ่ง อ่านไปแล้วเกิดคำถามขึ้นมากมายในหัว เนื้อหาในจดหมายมีดังนี้

Nominated by UN as the best Poem of 2006 - Written by an
African Kid


When I born, I black :

When I grow up, I black :

When I go in Sun, I black :

When I scared, I black :

When I sick, I black :

And when I die, I still black :


And you white fellow :

When you born, you pink :

When you grow up, you white :

When you go in sun, you red :

When you cold, you blue :

When you scared, you yellow :

When you sick, you green :

And when you die, you grey :

And you calling me colored?? :

เมื่อผมเกิด ผมผิว ดำ
เมื่อผมโต ขึ้น ผมก็ยังผิวดำอยู่
เมื่อผมอยู่ ใต้แสงแดด ผมก็คงยังผิวดำ
เมื่อผมกลัว ผม ก็ผิวดำ
เมื่อผมป่วย ผมก็ ยังผิวดำ
และ เมื่อผมตาย ผมก็ยังคงผิวดำ

และ คุณ...เพื่อนมนุษย์ผิวขาว
เมื่อแรกเกิด คุณมีผิวสีชมพู
เมื่อคุณ โตขึ้น คุณมีผิวสีขาว
เมื่อคุณ อยู่ใต้แสงแดด คุณมีผิวสีแดง
เมื่อคุณหนาว คุณมีผิวสีน้ำเงิน
เมื่อคุณกลัว คุณมีผิวสีเหลือง
เมื่อคุณป่วย คุณมีผิวสีเขียว
เมื่อคุณตาย คุณมีผิวสีเทา
และคุณเรียกผมว่า คนผิวสี ??



ความแตกต่างของชนชั้น ศาสนา ความเชื่อ และแนวความคิด มันทำให้โลกสีน้ำเงินใบนี้มันเลยมีหลายน้ำหนัก ความคิดเห็นแตกต่างในสังคมเป็นเรื่องดี แต่ไม่ควรจะแตกแยก ประเทศไทยที่ได้คำยกย่องจากต่างชาติว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม แต่ในตอนนี้หลังรอยยิ้มก็ต้องพบกับคราบน้ำตา ทั่วทั้งแผ่นดินไทยมองไปทั้งไหนก็มีแต่ความขัดแย้ง การยอมรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้ามแทบจะไม่เกิดขึ้น ทุกวันนี้คิดอย่างไงก็ได้ให้ฝ่ายเราถูก ข้อเสียของฝ่ายตัวเองก็มองกันไม่เห็น ทุกฝ่ายไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เอาเรื่องผลประโยชน์มาเป็นลำดับต้นๆ เอามวลชนมาเป็นเงื่อนไขในการต่อรอง คนคนไหนที่คิดไม่ทัน คนคนนั้นก็จะถูกชักนำเข้าสู่ฝ่ายนั้นทันที การป้อนขัอมูลที่ผิดพลาด การเล่นการเมืองแบบเอาประเทศชาติเป็นเดิมพัน ผมฝ่ายนี้ คุณฝ่ายไหน ผมสีนี้ คุณสีไหน

ถึงเวลาแล้วหรือ ? ที่เราควรจะเป็นคนมีสี
ถึงเวลาแล้วหรือ ? ที่คนไทยต้องแบ่งเป็นไทยเหนือ ไทยใต้
แล้วถึงเวลาแล้วหรือ ? ที่ธงชาติไทย จะไม่มีสี ขาว แดง น้ำเงิน




และมันจะมีเช้าวันหนึ่งในแผ่นดินสยามอีกไหม ?