Saturday, October 3, 2009

100%


ให้เต็มร้อยกับงานดีๆ ที่เกิดขึ้นในลอนดอนอีกครั้ง ต้องบอกว่าบังเอิญจิงๆ ที่ผ่านไปร่วมงานโดยบังเอิญ เราต้องเดินทางไปทำงานทุกครั้ง เราจะต้องไปต่อรถที่ Earl's Court เพื่อจะต่อไปที่ High Street Kensington ช่วงเราออกจากสถานี เราก็มองไปเห็นป้าย ขนาดใหญ่ เขียนชืื่องานไว้ว่า " 100% Design London " เห็นชื่องานแล้วคุ้นๆ เหมือนเคยเจอกันในชาติปางก่อน เก็บเอามาคิดว่าเราเคยเจอกันในชาติปางไหน? ...ก็ได้คำตอบหลังครุ่นคิดอยู่หลายนาที

" art4d " นี้เอง ที่แนะนำให้เราได้รู้จัก
art4d เป็นนิตยสารดีๆ ที่มีในเมืองไทย และเป็นนิตสารที่เราชอบที่สุดที่เกี่ยวการออกแบบ ในเล่มมีเนื้อหาการออกแบบทุกแขนง ถ้าเปรียบ art4d ก็เหมือนกับเป็นประภาคารที่ค่อยมองดูคลื่นดีไซน์ลูกใหม่ๆที่พัดจากต่างประเทศและมันกำลังจะพัดเข้าฝั่งไทย และคอยเตือนให้ดีไซร์เนอร์ทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่าได้เตรียมรับไม้รับมือ รอรับและตัั้งตัวได้ทัน

ถ้าความแรงของคลื่นมันแรงมากพอ มันอาจจะพัดเอากะลาที่ติดแน่นกับพื้นดินมาเนิ่นนานได้หลุดออก แล้วทำให้กบบางตัวได้พอมองเห็นโลกกว้างบ้าง


100% Design London ถ้าเปรียบกับงานที่มิลาน ก็ต้องบอกว่าคนละเรื่อง ขนาดของงานที่ ลอนดอนมีแค่อาคารเดียว เนื้อหางานไม่ได้ใหญ่โตลักษณะงานถ้าเปรียบกับบ้านเราก็คล้ายๆ กับงานสถาปนิกผสมกับงานดีไซน์ของกรมส่งเสริมการส่งออก แต่ต้องบอกเลยว่า 100% จิงๆมีแต่ของ ดีไซน์ งานเล็กแต่จัดได้มันมาก ส่วนใหญ่ผู้ที่แสดงงานมาจาก ดีไซน์เนอร์มาแสดงงานเอง งานหลายชิ้นเลยสดใหม่ แต่ก็มีผสมประปราย ที่เป็นรูปแบบบริษัทที่มานำเสนอวัสดุใหม่ๆ เอาไว้เป็นลูกเล่นในยามที่ดีไซน์เนอร์อยากจะเล่นอะไรมันๆในเนื้องาน




ค่าเข้าชมงานสำหรับนักเรียน 15 ปอนด์ และสำหรับคนทั่วไป 20 ปอนด์ ถือว่าแพงเอาเรื่องเหมือนกัน งานจัดเป็น3โซน โซนแรกเป็นโซนหลักมีเนื้อที่ใหญ่ที่สุด คืองานที่เกียวกับวัสดุจากบริษัทใหญ่ๆ และ งานของดีไซน์เนอร์ หรือถ้าเรียกแบบบ้านเราก็ พวก SME ธุระกิจขนาดย่อมๆๆ





อีกโซน เป็นโซนของ จักรยาน ดีไซร์ โซนนี้ไม่ใหญ่มาก แต่ที่เอามาโชว์ ก็แหล่มๆ ทุกคัน ต้องบอกว่าคนลอนดอนนิยมปั่นจักรยานมากกว่าการขี่มอร์เตอร์ไซค์ ทำให้นิยามคำว่าเด็กแว้นน หรือสาวสก๊อย ไม่แพร่หลายในเมืองผู้ดี เพราะตอนปั่นมันไม่มีเสียง แว้นนนน และคนซ้อนท้ายส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กเล็กๆ แต่นุ่งน้อยห่มน้อย เพราะตัวยังน้อยๆ กันอยู่



โซนสุดท้าย คือโซนดีไซร์เนอร์จิงๆ ที่เอางานมาขายกันแบบสดๆ ดิบๆ เป็นๆ สมองยังดิ้นๆ รอการปรุงรส กันเลย เค้าใช้พื้นที่ในส่วนลานจอดรถมาประยุกต์ใช้เป็นตลาดขายสมองแทน เดินเข้าไปในโซนนี้ถึงกับต้องอุดจมูกเพราะ เดินไปมีแต่ของสด กลิ่นคาวสมองคละคลุ้ง ร่างกายขาดของสดมานาน ก็กระหายของสดขึ้นมาทันที แต่น่าเสียดายที่ตลาดนี้ขายอาหารสมองน้อยไปหน่อย ใช้เวลาไม่นานก็เดินรอบ







เดินจนครบทุกโซน มีอาการแปลกใจเล็กน้อยที่ไม่ยักจะเห็น ดีไซน์เนอร์สัญชาติไทย เชื่อไทยเลยแม้แต่คนเดียว คนเอเชีย มีแต่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ทำไมคนไทยไม่มาแสดงฝีมือให้ชาวเมืองผู้ดีเค้าได้รับรู้ แต่ตอนไปที่มิลานกลับเจอ ดีไซน์เนอร์ไทยตั้งหลายคน และเราได้มีโอกาสไปพูดคุย ที่มาที่ไปของการมาแสดงงานในต่างแดน และทราบถึงที่มาว่า ต้องส่งผลงานมาให้ทางคณะจัดงานที่มิลาน และเค้าจะคัดเลือก ถ้าได้คัดเลือกไปแสดง ทางฝั่งรัฐ ก็เป็นสปอร์ตเซอร์บางส่วน ออกค่าใช้จ่ายให้ ก็คือกรมส่งเสริมการส่งออก แต่ไม่ทั้งหมด แต่ข้อแม้หลัก คุณต้องมีการร่วมงานกับกรมส่งเสริมมาก่อน เช่นเคยอบรม หรือ ส่งงานเข้าประกวด อื่นๆ ถ้าไม่มีส่วนร่วมมาก่อน คุณต้องเป็นสปอร์ตเซอร์ตัวเองในการมาแสดง

คงไม่แตกต่างไรกับการแสดงงานในไทยหรือต่างแดน ปัญหาใหญ่คือเรื่องค่าใช้จ่าย ไม่ใช่เรื่องไอเดีย การแสดงงานหนึ่งครั้ง หรือการเอาไอเดียตัวเองมาอวดโฉมให้โลกได้รับรู้มันมีค่า มีค่าทั้งเรื่องเงินและ มีค่าในเรื่องของไอเดีย การเสี่ยงที่จะโดนก๊อปปี้ หรือ มีโอกาสที่จะขาดทุนเพราะไม่ถูกกับกลุ่มเป้าหมาย

ประเทศไทยให้ความสำคัญเรื่องปากท้องมากกว่าเรื่องสวยงาม แต่การดีไซร์บางครั้งก็ไม่ต้องใช้เงิน??? ความสวยงามบางทีก็สำคัญกว่าปากท้อง ???

ยังไงก็แล้วแต่ก็อยากให้มีงานดีๆแบบนี้เกิดขึ้นที่ไทยบ้าง อันที่เกิดขึ้นมาแล้ว ก็อยากจะให้สานต่อกันไป อย่าเพิ่งยกเลิกไปซะก่อน เรายังเชื่อว่าโลกใบนี้ ยังต้องการ การออกแบบ

ย่างน้อย ขอให้ชื่องานว่า " 50% Design Bangkok " ก็ยังดี

Monday, September 21, 2009

อย่าเพิ่งกินนะเด็กดี


ขอต้อนรับเข้าสู่การทดลองที่เล่นกับประสาทรับรู้ รูป รส กลิ่น เสียง และความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์กับสิ่งที่ "ล่อใจ"ความอยาก แต่ขอรับรองว่าการทดลองนี้ น่ารักน่าชังเลยทีเดียว ไม่รอช้าไปดูกันเลยดีกว่า


Oh, The Temptation from Steve V on Vimeo.


ดูจบแล้วได้อะไรกับการทดลองนี้บ้าง ? ลองย้อนไปตอนที่คุณเป็นเด็ก คุณจะเป็นเด็กคนไหนกัน? เมื่อหลังเสียงปิดประตู

" ความซื่อสัตย์ต่ออารมณ์ตัวเอง " เรารู้สึกว่ามันมีในตัวตนของมนุษย์ทุกๆคน แต่บางครั้งเราไม่ได้ถ่ายทอดมันออกมาแบบ " บริสุทธิ์ "


บางที marshmallow มันก็ไม่ได้มีไว้แค่สูดดม



ต้องขอบคุณ"น้องหนู" ที่ส่งคลิปวิดีโอสั้นๆ น่ารักๆ มาให้หายคิดถึง


Wednesday, September 2, 2009

คนมีสี




เช้าวันหนึ่ง

เพิ่งผ่านพ้นไปกับงานสังสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ของคนเมืองผู้ดี แต่ดูจะไม่ค่อยจะเป็นผู้ดีซักเท่าไร ออกจะแนวมันๆ มั่วๆ ยังไงไม่รู้่บอกไม่ถูก ที่กล่าวถึงคืองาน Notting hill carnival ไม่รู้ว่ามันมีความสำคัญแค่ไหน แต่ถ้าวัดจากจำนวนคนที่มาร่วมงาน ก็ถือว่าเป็นงานใหญ่ประจำปีเลยทีเดียว


งาน Notting hill carnival ถ้าพูดถึงที่มาที่ไป คงตอบอะไรไม่ได้เพราะไม่รู้ๆจิง รู้แต่ว่า carnival จัด
โดยคนผิวสี จัดขึ้นทุกๆปี อยู่ช่วงเดือน สิงหาคม จะจัดแค่2วัน และตรงกับBank Holiday สุดท้ายของปี นี้ก็เป็น carnival ของคนผิวสีครั้งแรกที่ได้เห็น พี่ที่ร้านหลายคนเตื่อนบอกว่างาน carnival นี้ขึ้นชื่อเรื่องความน่ากลัว เพราะเป็นงานของคนดำ หรือที่นี้เค้าเรียกกันว่าพี่มืด บางปีมีการยิงกันตาย มีแก๊งค์มิจฉาชีพ ที่ค่อยอาศัยช่วงที่เราไม่รู้ตัว ขโมยความสุขและยัดเหยียดความทุกข์ใส่กระเป๋าเรา มีการส่งและเสพยากันในงาน ทุกอย่างที่กล่าวมาทางตำรวจเค้ารับทราบดี ถึงขั้นทางตำรวจส่งจดหมายไปเตือนผู้ต้องสงสัยว่า " ห้ามกระทำผิดในเทศกาลนี้เด็ดขาด เพราะพวกเราดูท่านอยู่ " เป็นจิงอย่างที่หนังสือพิมพ์ลง สังเกตจากจำนวนตำรวจและจำนวนม้าที่มาค่อยรักษาความปลอดภัย เห็นได้ทุกมุมถนน ทางร้านค้าแถวนั้นรู้ซึ้งดีว่างานนี้จะเกิดอะไรขึ้น ต่างพากันเอาไม้กระดานปิดทับกระจกหน้าร้านของตัวเอง เพื่อให้มันคงสภาพเดิมหลังงานผ่านพ้น หน่วยสร้างสรรค์บรรยากาศ ก็เริ่มทำงานโดยเอาสีสเปย์พ่นลวดลายต่าง เต็มไม้กระดาน แทบทุกไม้กระดานเต็มไปด้วยสารพัดสี ดูๆไปเหมือนเมืองของพี่มืดไม่มีผิด


หลังกลับจากงานผิดหวังนิดหน่อย เพราะคาดหวังว่าจะอลังการกว่านี้ แต่ก็ไม่เท่าไร เพราะดันไปวันของเด็ก วันที่ไม่ได้ไป เป็นวันของผู้ใหญ่ งานของผู้ใหญ่น่าจะอลังการงานสร้างมากกว่า ทั้งเครื่องแต่งกาย ทั้งจำนวนคน และงบประมาณ แต่ถ้าเรื่องความมัน ความน่ารัก ความตั้งใจ งานในวันของเด็ก ก็ไม่แพ้แน่นอน




เช้าวันหนึ่ง

ผู้คนนับหมื่นมาร่วมตัวกัน โดยไม่ได้นัดหมาย ทุกคนพร้อมใจกันมุ่งหน้าสู่ Portobello Road ที่ Notting hill ทุกคนเริ่มหาที่จับจองพื้นที่ริมทางเดิน บางคนนั่งบางคนยืนสายตาต่างจับจองมองไปสุดชายถนน รอคอยการมาของขบวนพาเรด รถบรรทุกขนาดใหญ่ บรรทุกลำโพงขนาดใหญ่ตามรถ บนนั้นมีทั้งดีเจที่คอยเปิดแผ่น และทีมงานที่คอยดูความพร้อมของขบวนพาเรด มีธงสารพัดสี ประดับประดา ปลิวไสว เหมือนธงได้ยินเสียงเพลง แล้วเต้นตามไปแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เสียงดีเจสลับกับเสียงเพลงดังสอดคล้องกัน เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนเอาความสุข ความสนุก ออกมาโชวกัน บางโยกตัวตาม บางก็เต้นตาม บางก็ร้องเพลงตาม บางคนก็ยืนดูเฉยๆ แต่ในดวงตากับมีรอยยิ้ม ด้านหน้าขบวนมีคนคอยกันผู้คนไม่ให้เข้าไปขว้างทางรถบรรทุกความสุข ที่กำลังจะแล่นผ่าน ถัดจากรถนำขบวน ก็เป็นขบวนพาเรด ส่วนใหญ่งานนี้มีแต่คนผิวสี ทั้งเด็กและวัยรุ่น ต่างแต่งองค์ทรงเครื่องตามคอนเซปของแต่ละขบวน บางคนเค้าไปเล่นกับคนที่มารอชมข้างทาง ผู้ชมบางคนก็วิ่งเข้าไปถ่ายรูปคู่กับสาวผิวสี ที่วันนี้แต่งตัวซะหลายสี บรรยากาศดูเป็นกันเอง ไม่มีเชื้อชาติ ไม่มีการเหยียดสี



งานวันนี้ดูคล้ายๆจานสี ที่หลายสีเลอะเปอะเปื้อนไปทั่ว ขบวนค่อยๆเคลื่อนตัวผ่านไปเสียงลำโพงก็ค่อยๆเบาลง แต่เสียงลำโพงของขบวนใหม่ก็ดังเข้ามาแทรก เหมือนดีเจกำลังมิกซ์เพลงเพื่อไม่ให้อารมณ์ขาดตอน เนื้อหาของดีเจที่พูดฟังแล้วจำใจความไม่ได้ แต่น่าจะแปลเป็นไทยได้ว่า " พวกเรากำลังมีความสุข ใช่ไหม" เสียงผู้ร่วมขบวนและผู้รอชม ต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า " ใช่"





เช้าวันหนึ่ง

ผู้คนนับหมื่นมารวมตัวกัน โดยมีการนัดหมายกันไว้ล่วงหน้า ทุกคนพร้อมใจกันใส่เสื้อสีเดียวกัน ร่วมกันเดินขบวนเพื่อแสดงพลังอะไรบางอย่าง ด้านหน้ามีรถนำขบวน รถที่ใช้เป็นรถบรรทุก เอาไว้บรรทุกพวกบุคคลสำคัญต่างๆ เช่น แกนนำ หรือหัวคะแนน มีธงชาติ และธงสีเหลื่องหรือสีแดง เพื่อบอกความเป็นตัวตนของตัวเองและยังมีลำโพงขนาดใหญ่เพื่อปาวประกาศเจตนารมณ์ ปลุกเร้า และบอกแนวทางการเคลื่อนไหว ด้านหน้ารถ มีชายฉกรรน์จำนวนไม่น้อยเดินเรียงเป็นหน้ากระดานมือคล้องกันคล้ายกับโซ่ตรวนมนุษย์ เหมือนกับล้อมสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต และรักษาไม่ให้ใครหน้าไหนไปแตะต้องหรือทำลาย ชายฉกรรจ์ทุกคนต้องมีผ้าปิดปาก ปิดเพราะไม่ได้กันไข้หวัด2009 แต่กันแสงแฟลชที่มาจากกล้องถ่ายรูปของนักข่าว และอำพรางตัวตนที่แท้จริง ถัดจากรถนำขบวน ก็เป็นจำนวนผู้คนนับหมื่นที่มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน สังเกตุได้จากการสวมเสื้อและการชูป้ายที่มีข้อความที่มีความหมายไปในทางเดียวกัน เสียงลำโพงดังพอจับจับความได้ว่า " พวกเราต้องการประชาธิปไตย ??? "



เช้าวันหนึ่ง

ผมได้รับ FW MAIL จากเพื่อนคนหนึ่ง อ่านไปแล้วเกิดคำถามขึ้นมากมายในหัว เนื้อหาในจดหมายมีดังนี้

Nominated by UN as the best Poem of 2006 - Written by an
African Kid


When I born, I black :

When I grow up, I black :

When I go in Sun, I black :

When I scared, I black :

When I sick, I black :

And when I die, I still black :


And you white fellow :

When you born, you pink :

When you grow up, you white :

When you go in sun, you red :

When you cold, you blue :

When you scared, you yellow :

When you sick, you green :

And when you die, you grey :

And you calling me colored?? :

เมื่อผมเกิด ผมผิว ดำ
เมื่อผมโต ขึ้น ผมก็ยังผิวดำอยู่
เมื่อผมอยู่ ใต้แสงแดด ผมก็คงยังผิวดำ
เมื่อผมกลัว ผม ก็ผิวดำ
เมื่อผมป่วย ผมก็ ยังผิวดำ
และ เมื่อผมตาย ผมก็ยังคงผิวดำ

และ คุณ...เพื่อนมนุษย์ผิวขาว
เมื่อแรกเกิด คุณมีผิวสีชมพู
เมื่อคุณ โตขึ้น คุณมีผิวสีขาว
เมื่อคุณ อยู่ใต้แสงแดด คุณมีผิวสีแดง
เมื่อคุณหนาว คุณมีผิวสีน้ำเงิน
เมื่อคุณกลัว คุณมีผิวสีเหลือง
เมื่อคุณป่วย คุณมีผิวสีเขียว
เมื่อคุณตาย คุณมีผิวสีเทา
และคุณเรียกผมว่า คนผิวสี ??



ความแตกต่างของชนชั้น ศาสนา ความเชื่อ และแนวความคิด มันทำให้โลกสีน้ำเงินใบนี้มันเลยมีหลายน้ำหนัก ความคิดเห็นแตกต่างในสังคมเป็นเรื่องดี แต่ไม่ควรจะแตกแยก ประเทศไทยที่ได้คำยกย่องจากต่างชาติว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม แต่ในตอนนี้หลังรอยยิ้มก็ต้องพบกับคราบน้ำตา ทั่วทั้งแผ่นดินไทยมองไปทั้งไหนก็มีแต่ความขัดแย้ง การยอมรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้ามแทบจะไม่เกิดขึ้น ทุกวันนี้คิดอย่างไงก็ได้ให้ฝ่ายเราถูก ข้อเสียของฝ่ายตัวเองก็มองกันไม่เห็น ทุกฝ่ายไม่ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เอาเรื่องผลประโยชน์มาเป็นลำดับต้นๆ เอามวลชนมาเป็นเงื่อนไขในการต่อรอง คนคนไหนที่คิดไม่ทัน คนคนนั้นก็จะถูกชักนำเข้าสู่ฝ่ายนั้นทันที การป้อนขัอมูลที่ผิดพลาด การเล่นการเมืองแบบเอาประเทศชาติเป็นเดิมพัน ผมฝ่ายนี้ คุณฝ่ายไหน ผมสีนี้ คุณสีไหน

ถึงเวลาแล้วหรือ ? ที่เราควรจะเป็นคนมีสี
ถึงเวลาแล้วหรือ ? ที่คนไทยต้องแบ่งเป็นไทยเหนือ ไทยใต้
แล้วถึงเวลาแล้วหรือ ? ที่ธงชาติไทย จะไม่มีสี ขาว แดง น้ำเงิน




และมันจะมีเช้าวันหนึ่งในแผ่นดินสยามอีกไหม ?


Monday, August 10, 2009

WALKING IN MY MIND



หยิบแผนที่ขึ้นมากาง แล้วลองเลือกซักที ในแผนที่ระบุต่ำแหน่งของ museum และ gallery มากมาย แต่ในสมองมีที่ๆอยากไป แต่ด้วยว่าวันนี้เป็นวันจันทร์ หลายที่ปิด เราเลยขอคำแนะนำจาก ทาคิโกะ เพราะ ทาคิโกะก็เป็นสาวน้อยที่ชอบเรื่องศิลปะ ตอนก่อนมาที่ลอนดอน ทาคิโกะเคยทำงานเกี่ยวกับการวาดภาพประกอบหนังสือที่ญี่ปุ่นมาแล้ว เวลาเรียนก็ไม่เป็นอันเรียน กระดาษที่ครูแจกก็จะเต็มไปด้วยภาพการตูนน่ารักๆ ลายเส้นดูง่าย สบายตา เราบอกทาคิโกะให้วาดโดราเอมอนให้ดูหน่อย แมวในฝันที่ใครๆก็อยากได้เป็นเจ้าของ เราเชื่อว่าหลายคนวาดได้ แต่จะมีซักกี่คนกันเชียวที่วาดเหมือน แต่ทาคิโกะก็เป็นหนึ่งในนั้น


"Tate Britain" ทาคิโกะเสนอ หรือ เป็นอีกที่ The Hayward Gallery อันนี้ทาคิโกะไม่เคยไปแต่เพื่อนบอกมาอีกที เรากับสนใจอันหลังมากกว่า เพราะดูแล้วมันใกล้กับลอนดอนอาย และติดแม่น้ำเทมส์ ถ้าไม่ค่อยน่าสนใจยังเดินเลยไป Tate Modern ได้ คิดแพลนบีสำรองเอาไว้ ว่าแล้วก็ออกเดินทาง


ในแผนที่ไม่ได้บอกละเอียดว่าอยุ่ตรงไหน แต่แค่บอกว่าอยุ่ประมาณไหน หลายครั้งที่ก่อนออกเดินทาง รู้จุดหมายบ้างไม่รู้บ้าง แต่ขอให้เดินไปก่อน เดี่ยวภาพที่มันเบลอๆ เดี่ยวมันก็ค่อยๆชัดขึ้นมาเอง แผนที่ในหัวแถว Waterloo Bridge ก็เปิดขึ้นมา เคยไปแถวนั้นแต่ไม่ยักจะรู้ว่ามี Gallery


ลงจากที่นอนสองชั้นสีแดง (เพราะหลับมาตลอดทาง) เดินมองซ้ายมองขวา มองอะไรก็เบลอไปหมดท่าทางเราจะหลง!!! นึกขึ้นมาได้ว่าถ้าหลงป่าให้เดินเลาะแม่น้ำ เดี่ยวก็เจอหมู่บ้าน อ้าว! แล้วถ้าหลงรักละ จะเดินไปทางไหน ?


(ไม่มีแม้กระทั่งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ)


หลงทางยังไม่พอ ยังหลงประเด็นอีก ถ้ายังเป็นอย่างงี้ ตัวอักษรคงเดินวนไปเวียนมา ไม่ถึงตัว T ซะที
ว่าแล้วก็เดินเลาะแม่น้ำเทมส์ ตามความเชื่อว่าจะเจอหมู่บ้าน แล้วมันก็เจอจิงๆ ป้ายบอกทางสู่ Gallery ระหว่างทางไป มีข้อความงามๆ ให้อ่านตลอดทาง สมแล้วที่เป็นเมืองแห่งศิลปะ



ตึกเก่าที่ดูขึงขังเอาจิงเอาจัง ตั้งอยู่ติดกับสะพาน Waterloo ก่อนหน้านี้เดินผ่านหลายที่แต่ไม่รุ้ว่าเป็นตึกนี้ ป้ายเขียนไว้ว่า " The Hayward Gallery "
เฮ้ยย ! ถึงซะT





" Walking in my mind " เป็นชื่อนิทรรศการที่มีหลายชาติหลายศิลปินเค้าร่วม และชื่อที่โดดเด้งและแตะเข้าไปที่ลูกในตา คือ yoshitoma nara หลายคนอ่านชื่อจบแล้วต้องออกเสียงตาม ว่า "อ๋อ"


yoshitoma nara อ๋อ ไม่ได้เป็นลูกครึ่งไทย ญี่ปุ่น แต่คนไทยคุ้นเคย ส่วนใหญ่ผลงานของเค้าคือรูปวาดเด็กผู้หญิงหน้าตากวนๆ เห็นได้ตามลายเสื้อผ้า โปสการ์ด หนังสือต่างๆ เราชื่นชอบกับผลงานเค้าแต่ไม่เคยมีผลงานเค้ามาสะสมเลย เนื่องจากของทุกอย่างที่มีเด็กผู้หญิงหน้าตากวนๆอาศัยอยู่ ทุกอย่างจะต้องมีราคาไปซะหมด เลยได้แต่แอบชื่นชมไว้ในใจ




แต่วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เห็นงานจิงๆของเค้า ด้านหน้างาน คนให้ความสนใจไม่น้อย เห็นได้ว่าคิวไม่ยาวแต่ก็ไม่ได้ขาด บัตรราคา 9 ปอนด์ แต่ราคานักเรียนเหลือ 6 ปอนด์ ภายในแบ่งเป็นโซนตามศิลปิน ศิลปินมีทั้งหมด 10 คน 10 พื้นที่ 10 ความคิด แล้วแต่ใครจะตีความตาม " Walking in my mind "

คอนเซปงานที่ออกจะเป็นนามธรรม จะตีออกมาให้เป็นรูปธรรมนั้นก็ยากยิ่ง แต่หลายงานทำออกมาตรงกับความคิดของใครหลายคนเลย


ภาพรวมในแต่ละงาน คล้ายๆอย่างกับเราเข้าไปนั่งมองสมองและความคิดของคนอื่นว่าคนๆนั้นคิดอะไรกันอยู่ 10 สมอง ที่เราเดินไปสำรวจ หลายงานตีความเกี่ยวความฝัน ความฝันที่เกิดจากการที่คุณหลับตา คนละฝันกับตอนลืมตา ความฝันตอนหลับตามักหาประเด็นที่แน่ชัดไม่ได้ หลายเรื่องพันกันจนยุ่ง หลายงานยุ่งจนสวย น่าเสียดายที่เค้าห้ามเก็บภาพบรรยากาศในงานนิทรรศการออกมา แต่ถ้าสนใจจิงๆ ก็ถามพี่ google ได้ พี่เค้าเคยมา


อย่างงานของ yoshitoma nara เค้าออกแบบสมองและความคิดเค้าออกมาเป็นบ้านขนาดน่ารัก ภายในบ้านก็มีห้องทำงานและห้องนอน ทุกอย่างภายในบ้านเต็มไปด้วยความทรงจำอัดแน่นคับบ้าน รูปถ่ายสมัยเรียนประถม โปรเตอร์นักร้องเพลงร๊อคญึ่ปุ่น ภายเขียนของเด็กผู้หญิงกวนๆ เกื่อนเต็มโต๊ะทำงาน วิทยุที่เปิดเพลงในยุคนั้น ทุกอย่างดูมีชีวิต หลายคนยืนดูแล้วอดอมยิ้มไม่ได้

สมองของ yoshitoma nara เต็มไปด้วยรอยยิ้มมากกว่ารอยหยัก


หลังจากเดินเล่นและกินสมองทั้งสิบไปเป็นที่เรียบร้อย อาหารสมองรสชาติจัดก็เริ่่มย้อยและตกตะกอนลงที่ปลายนิ้วมือ เศษสมองที่ย้อยสลายกลายมาเป็นตัวอักษร

ในสังคมปัจจุบันคงไม่ง่ายที่จะได้เข้าถึงส่วนลึกของความคิดในสมองใครซักคน ความสัมพันธ์อันฉาบฉวย การงานที่เร่งรีบ ความผูกพันธ์แค่ข้ามคืน เม็ดเงินมีค่ามากว่าศีลธรรม มันไม่ง่ายเลยที่จะซื้อบัตรเข้าไปเดินชมสมองใครซักคนในยุควัตถุนิยมแบบนี้ ในยุคปัจจุบันเค้าต้องซื้อใจแทนตั๋ว


เกราะป้องกันของแต่ละคน คงหนาไม่เท่ากัน จะมีซักกี่คนกันเล่า ที่เปิดให้คนได้เข้าถึงความคิด ตัวตนของตัวเอง เหมือนง่ายยังกับซื้อตั๋วเข้าชมนิทรรศการแบบนี้ วันหนึ่งถ้าคนเราใช้ใจคุยกัน มากกว่าเอาเงินมาคุยกัน วันนั้นโลกเราคงน่าอยู่ขึ้นเยอะ


เปิดห้อง เปิดใจ เปิดสมอง และรอต้อนรับแขกรับเชิญที่พร้อมที่จะเข้ามาเยื่ยมชม และนั่งคุย ในทางกลับกัน เราก็พร้อมที่จะไปเยี่ยมชมสมองของใครหลายคน การแลกเปลี่ยนความคิดของกันและกันมันน่าสนใจกว่าการที่จะเก็บสมองของตัวเองไว้ชื่นชมคนเดียวโดยไม่เปิดรับ และเอาสมองของตัวเองเป็นศูนย์กลางดังดวงอาทิตย์ และให้สมองของคนอื่นโคจรตาม


มาถึงตอนนี้ก็อยากจะเข้าไปเยี่ยมชมสมองของตัวเองบ้างแล้ว มีใครสนใจไหม? ถ้ามีก็อย่าลืมพกแว่นกันฝุ่นมาด้วยนะ

เรากลัวว่าขี้เลื่อย ในสมองเรามันจะเข้าตา













Tuesday, August 4, 2009

ซ่อน = หา


Heathrow Airport สนามบินที่มักจะเป็นประตูเชื่อมต่อโลกหลายโลกเข้าด้วยกัน การเดินทางที่มักจะเริ่มและจบลงที่ประตูบานเดียวกัน หลังประตูไม่มีใครตอบได้ว่าโลกใหม่ที่จะก้าวไปเจอจะดีหรือร้าย โลกแห่งการท่องเที่ยว โลกแห่งการทำงาน โลกแห่งการร่ำเรียน และหลายโลกคือโลกแห่งความฝัน แต่ยังไงก็ต้องกลับไปสู่โลกแห่งความจริง เข้าซักวัน




วันเดินทาง
" พี่ๆ พี่ดูคนที่สะพายเป้สิ โลกของเค้าเพิ่งเริ่มต้น แต่โลกของผมที่นี้จบลงละ ฮ่าๆ " เสียงหัวเราะของ "วิท" ดังปิดปลายประโยค พวกเรายืนอยู่บนบันไดเลื่อนแนวนอน เส้นที่เรายืน มุ่งหน้าสู่เคารท์เตอร์เช็คอิน อีกเส้นที่สวนกันมุ่งหน้าสู่ทางเข้ามหานครลอนดอน

ชายหนุ่มที่สะพายเป้ ลากกระเป๋าใบโต ยืนสวนกัน กำลังหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายตัวเอง สีหน้าเต็มไปด้วยความสุข ไม่ต่างอะไรกับตอนที่เรามาที่นี้ใหม่ๆ ชายหนุ่มที่กำลังค้นหาคำตอบให้กับชีวิต คำตอบถูกซ่อนไว้ที่ไหนสักที่บนโลกใบนี้ นี้เป็นอีกหนึ่งที่ ที่ชายหนุ่มคิดว่าคำตอบของชีวิต ซ่อนอยู่ ???

วิทเป็นอีกหนึ่งคนที่คิดว่าคำตอบของชีวิตไม่ใช่ที่นี้ ! วิทเลิกล้มความตั้งใจต่างๆ เก็บกระเป๋ากลับบ้านด้วยเหตุผลส่วนตัว ไม่ใช่เพราะว่าวิทร้องเพลงไม่เพราะ ไม่ใช่เพราะว่าวิททำตัวไม่ดีตอนอยุ่บ้าน ไม่ใช่เพราะว่าแฟน(คลับ)ไม่รัก หรือไม่ใช่เพราะ คะแนนโหวต SMS จากทางบ้านน้อยที่สุดในกลุ่ม แต่เพียงว่า วิทโหวตตัวเองออกจากโลก โลกที่ไม่มีคำตอบที่ต้องการ โลกที่ตั้งคำถามไว้ก่อนที่จะมา แต่ตอนนี้ วิทหาคำตอบมันเจอละ คำตอบคือ ไม่ใช่

" เราไม่ชอบการจากลา" หลายคนอ่านแล้วต้องพยักหน้าตามประโยคก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์หรือการผูกและพันธ์ ที่มีให้กับคนๆหนึ่ง ถึงเวลาแล้วต้องจับให้คนๆนั้นต้องห่่างกัน ความรุ้สึกแบบนั้นไม่ง่ายเลยที่จะเข้าใจและยอมรับมัน การจากลาและการลาจาก เกิดขึ้นกับทุกคน ขึ้นอยุ่กับว่าใครจะยอมรับและรู้จักกับมันดีพอ

" ดูแลตัวเองด้วยนะพี่ ฝากดูแลนิวมันด้วย นิวมึงก็ดููแลพี่เค้าดีๆ อย่าให้ไปกัดใครเค้า ฮ่าๆ" วิทหยอดคำตลกเพื่อกลบความเศร้า แต่มันคงกลบไม่มิด แววตามันฟ้อง เรากอดกันและนัดเจอกันอีกที่ ที่เมืองไทย

เราจะลองทำความเข้าใจ กับการจากลา อีกครั้ง



คืนก่อนเดินทาง
พวกเรานัดกันที่บ้านของวิท ทาคิโกะ นิว และ เรา เพื่อที่จะสังสรรค์ก่อนที่วันรุ่งขึ้นวิทก็จะต้องแยกย้าย เราสี่คนเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันมาในช่วงเวลาที่อยู่ที่นี้ ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้มาอยุ่ในที่แห่งนี้เนื่องจากติดงาน

ทาคิโกะ หญิงสาวจากโอกินาว่า ที่รักความอิสระเป็นชีวิตจิตใจ ออกจากบ้านตั้งแต่อายุ20 ใช้ชีวิตตัวคนเดียวตลอด เราแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยบทสนทนา ความต่างที่เห็นได้ชัดคือ ทาคิโกะไม่ได้ติดบ้าน ติดครอบครัว ตั้งแต่มาอยุ่ที่อังกฤษทาคิโกะโทรกลับบ้านแค่ครั้งเดียว เป็นครั้งที่ตอนมาถึงใหม่ๆ ตอนนี้ผ่านไปแล้ว 5-6 เดือน ทาคิโกะก็ไม่คิดจะโทรหรือติดต่อหาครอบครัวของเธอเลย

ทาคิโกะขยายความเพื่อให้หายข้องใจว่า คนญี่ปุ่นเมือโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วไม่ค่อยติดต่อกลับบ้านหรอก (อาจจะไม่ใช่ทุกคน) ถ้าโทรไปแสดงว่าต้องเกิดเรื่องหรือมีปัญหาเท่านั้น ผิดกับประเทศเราที่ถ้ามาอยู่ที่ไกลๆแล้วไม่ติดต่อไปแสดงว่ามีปัญหา ทาคิโกะ บอกทิ้งท้ายไว้ว่า ตอนนี้ " I'm happy "

พวกเราทำอาหารไทยเพราะทาคิโกะเรียกร้องอยากกินต้มยำกุ้ง เราเลยแถมผัดกระเพราะหมูสับ กับ น้ำพริกอ่อง ที่นิว ตั้งใจทำเป็นพิเศษ นิวเป็นคนเชียงราย รักอาหารเหนือเป็นชีวิตจิตใจ และพร้อมกับเครื่องดื่มที่คนอังกฤษเค้ากินกันตอนฤดูร้อน คือ Pim ถึงแม้ว่าตอนนี้จะปลายร้อน และจะเริ่มเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้วก็ตาม

บทสนทนาออกรสออกชาติ พอๆกับรสชาติของอาหารที่การันตรีความอร่อยโดยเสียงที่ซุ้ดซาดของปากหญิงสาวจากแดนอาทิตย์อุทัย " โออิชิ" คำนี้หลุดออกจากปากบ่อยพอกับการยก Pim ขึ้นมาดื่มเพื่อดับความเผ็ด หลายเรื่องราวก็เต็มไปด้วยคำถามถึงอนาคต และ อดีตที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม คืนสุดท้ายในลอนดอนของ วิท และมันเป็นอีกหนึ่งคืน อีกหนึ่งคืนในความทรงจำของพวกเราในลอนดอน


วันระหว่างเดิินทาง
มหาครที่สวยงามในสายตาของคนทั้งโลก มหานครที่ซ่อนคำตอบของความฝันของใครหลายคนไว้ หลายคนมุ่งหน้าเพื่อที่จะมาหามันที่นี้ หลายคนเจอ หลายคนผิดหวังกับคำตอบ และหลายคนยังค้นหากันต่อไป ชายหนุ่มที่แบกกระเป๋าเป้ ลากกระเป๋าใบโต ภายในบรรจุด้วยอุปกรณ์ค้นหาฝัน เราหวังว่า อย่างน้อย วันเดินทางกลับ ชายหนุ่มคนนั้นจะได้พบคำตอบที่เมืองนี้

พวกเราแยกกับวิทเป็นที่เรียบร้อย ทาคิโกะไมไ่ด้มาส่งวิทที่สนามบิน ขอตัวกลับไปตอนเช้า พวกเรากลับมาสู่บันไดเลื่อนแนวนอนอีกครั้งแต่คราวนี้ พวกเรามุ่งหน้าสู่มหานครลอนดอน กลับมาหาคำตอบของความฝันกันต่อ ทุกอย่างยังดำเนินต่อไป


เมืองนี้คงไม่ใจร้าย ซ่อนคำตอบเอาไว้ไม่ให้ไกลเกิน





Wednesday, May 13, 2009

หน้าที่ 9


  หาแรงบันดาลใจในสปาเก็ตตี้ (ต่อ)
  


        ถ้าเปรียบของดีไซน์ทุกอย่างบนโลกใบนี้ เป็นน้ำ มันไม่ต่างจากคนที่กระหายน้ำ รอคอยเพื่อที่จะทำให้ร่างกายมันกระชุ้มกระชวย  นักออกแบบมักจะเสพและติดกับของดีไซน์   ขาดไม่ได้ ยิ่งได้เห็น ยิ่งได้ดู ยิ่งได้ยิน ยิ่งได้ทำ จากการบริโภคน้ำเข้าไปมากๆ จากน้ำ มันจะกลายเป็นไฟ 

       งานมิลานแฟร์ จะมีทุกปี ช่วงเดือน ประมาณเมษา  ปีนี้จัดขึ้นวันที่ 22 -27 .04.09  สถานที่จัดงาน อยุ่ที่ Fiera Milano,Rho  อยู่นอกตัวเมืองมิลานไปประมาณ ครึ่งชม ถ้าเดิินทางโดย รถไฟ (Metro แต่ที่อังกฤษ เรียก Underground หรือมีแสลงว่า Tube)  สถานที่จัดงานยิ่งใหญ่และสวยงามสมคำล้ำลือ ถ้าเปรียบเทียบแล้วให้นึกภาพออก ก็คล้ายๆอิมแพ็คเมืองทองธานีบ้านเรา แต่ใหญ่กว่าประมาณ 3-4เท่าตัว ที่นี้มีฮอร์แสดงงานทั้งหมด 24  ฮอล์ แยกเป็นอาคารทั้งหมด 8 อาคาร แบ่งเป็น 2 ฝั่ง มีทางเดินที่เชื่อมอาคารอยู่ตรงกลาง มีความยาวเป็นกิโล ทางเดินเชื่อมมี2ชั้น  ชั้นด้านบน ปกคลุมไปด้วยหลังคากระจกใสออกแบบคล้ายๆเกลียวคลื้นที่คลุมยาวตลอดทางเดิน สวยเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกล ขนาดถึงขั้นว่ากระต่ายบนดวงจันทร์ยังต้องหยุดตำข้าวชั่วขณะ ( เพราะคุณสามาถมองเห็นคำบอกเล่านี้ได้จาก Google Earth ) 






            ถ้าดูจากการแบ่งโซนของงาน โดยใช้สีเป็นตัวกำหนดว่าสีไหนเป็นโซนอะไร แยกเป็น สีแดง เป็นโซน Classico/Classic  มีอยู่ 4 ฮอล์ , สีน้ำเงิน เป็นโซน Design  มี 6 ฮอล์ , สีชมพู เป็นโซน Moderno/Modern  มี 4 ฮอล์ ,  สีเหลือง เป็นโซน Euroluce  มีิอยู่ 6 ฮอล์ และ ที่น่าสนใจมากๆ คือ สีเขียว มีแค่ 1 ฮอล์ เป็นฮอล์ที่เกี่ยวกับผลงานของนักออกแบบอิสระ  ที่นักออกแบบต้องส่งผลงานมาให้ทางคนจัดงานเลือกเข้ามาแสดงงาน  หลายงานสดและน่าสนใจ และไปพัฒนาต่อได้อีกมากมาย ซึ่งจะแตกต่างจากฮอล์ต่างๆที่มาจากรูปแบบบริษัท  ที่ความคิดมันสมบูรณ์และพร้อมขาย 







       งานมีจัดทั้งหมด 6 วัน เรามีโอกาสไปงานแค่ 2วัน จำนวนวันทั้งหมดที่เราอยู่ในอิตาลี คือ 4 คืน 5 วัน จำนวนวันที่เหลือเราก็ไปใช้เวลากับ Gallery และ Exhibitions ต่างๆในเมืองมิลาน หรือสถานที่สำคัญต่างๆ    Gaku หรือ เรียกง่ายๆว่า กากู  เป็นชื่อเพื่อนที่ร่วมหัวจมท้ายมาด้วยกัน  กากูไม่ได้จบด้านออกแบบใดๆทั้งสิ้น แต่มีความสนใจในของดีไซน์  กากูเป็นหนุ่มญี่ปุ่นที่มีใจรักในการเดินทาง ชอบเดินทาง และหาอะไรใหม่ๆเข้าตัวเสมอ  คนญี่ปุ่นเท่าที่เราสังเกตุและรู้สึกชื่นชมในความเป็นระบบระเบียบในด้านความคิด เป็นขั้นเป็นตอน สังเกตุได้จาการท่องเที่ยว การทำการบ้านมาอย่างดี ข้อมูลแน่น  โดยส่วนตัว เราจะทำการบ้านไประดับหนึ่งบางอย่างเราไปหาเอาข้างหน้า มันอาจจะเป็นนิสัยไม่ดีในการเดินทาง  แต่เรารู้สึกชอบและติดใจในอารมณ์ที่ต้องค้นหาและดิ้นรน และรู้ผลลับในสถานการณ์นั้นๆ     

        ทุกๆเช้าก่อนออกจากโรงแรม การเปิดแผนที่และวางแผนในการเดินทาง ว่าวันนี้เราจะไปไหน ที่ไหนเปิด ที่ไหนปิด ทำกันอย่างเป็นจิงเป็นจัง เพราะเวลาเรามีน้อย การจัดสรรเวลาเป็นสิ่งสำคัญ  เราเลือกที่จะไปเดินงาน 2 วัน คาดเดาอนาคตคร่าวๆ ว่าเดินยังไงก็ไม่ทั่ว เพราะโดยขนาดของพื้นที่กับเวลา และสิ่งที่สนใจ มันไม่เท่ากัน  การเดินดูแบบผ่านๆ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด  นอกจากบางชิ้นงานที่น่าสนใจจิงๆ ก็จะดูอย่างละเอียด













      บุทแสดงงานแต่ละบุทออกแบบได้สวยงามและที่สำคัญ ของที่เอามาโชว์ในงานนี้สิ สวยไม่แพ้กัน รุ้สึกได้เลยว่าการแข่งขันที่นี้สูงมากๆ  ช่วงระหว่างเดินดูงานเกิดความรุ้สึกว่า นี้คือศุนย์กลางของพายุดีไซน์ที่พัดสมองเราจนหัวหมุน เพราะหลายชิ้นคือต้นแบบ และอีกไม่นานหลายประเทศก็คงไปก๊อปปี้แบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ   
      พายุดีไซน์ลูกใหญ่ที่พัด หลังคากระจกเกลียวคลื้นให้แผ่รัศมีวงกว้างจากศุนย์กลางที่มิลาน  ขยายตัวไปเป็นระลอกคลื้น จาก ยุโรป สู่ ทวีป ต่างๆ ตามระยะเวลา เริ่มเทรนใหม่ที่นี้กว่าเกลียวคลื้นจะพัดไปถึง ก็ไปใหม่อีกที่ แต่คงเป็นเทรนที่เก่าไปแล้วจากจุดเริ่มต้น 



   


       ด้วยสมการที่ว่า เวลา2 วัน ลบจำนวนฮอร์ทั้งหมด คูณด้วยความน่าสนใจ เท่ากับ 
        ฮอร์ที่เดินได้ ทั้งหมด 10 ฮอร์ ในเวลา2 วัน  เหลืออีก 14 ฮอร์ที่ไม่ได้เดินไปดู!!!   

  ความพยามจนถึงที่สุด ถ้าเปรียบระยะทางที่เดินในงานทั้งหมด 2 วัน  หลายสิบกิโล (ถ้าไม่ติดว่าซื้อตั๋วเครื่องบินขากลับไว้แล้วนะ) คงเดินกลับใกล้ถึงลอนดอนละ  

     ของที่ระลึกที่ได้จากงานที่เราคิดว่ามีค่าสำหรับเราในอนาคตคือ โบชัวหรือเอกสารที่เกี่ยวกับชิ้นงานในแต่ละบุท  หลายคนเอาไปก๊อปปี้ แต่สำหรับเรา เราคิดว่า "นักออกแบบที่ดี ก็คือนักพัฒนาที่ดี " พัฒนาจากธรรมาชาติสู่สมองมนุษย์ หรือจากสมองมนุษย์สู่สมองด้วยกันเอง  แล้วแต่จะพัฒนาไปในด้านไหน  การชื่นชมชิ้นงาน หรือศิลปินนั้นๆ ก็จะมีอิทธิผลในงานที่ออกมา จากรุ่นสู่รุ่น  งานยุค 2000 อาจจะไปคล้ายหรือมีอิทธิผลมาจากยุค 70 - 80  แล้วแต่ นักพัฒนา 

     หลังจากห่างหายวงการออกแบบไปหายเดือน เนื่องจากมาเรียนภาษาก็ไม่ได้จับงานดีไซน์เลย การได้ไปกระตุ้นต่อมอยาก  ให้มันไม่หลับ และให้มันตื่น และลืมตาดูโลก ว่ามนุษย์พัฒนา กำลังคิดและทำอะไรกัน 

  
        บางที กระต่ายบนดวงจันทร์อาจจะไม่ได้ตำข้าวเพราะความหิว 
        แต่เพียงแค่ตำข้าวให้มันกลบเสียงที่ดังจากสมองที่มันขบกันของนักพัฒนา ก็เท่านั้นเอง   




ขอบคุณ  กากู  ทูน่า พี่ช้อง น้องการณ์  วิ    ที่ช่วยสร้างสรรความฝันที่สัมผัสได้  
ขอบคุณมากมาย   ทูน่าที่ค่อยช่วยเหลือเรื่องขอวิซ่าเชงเก้น  และแผนที่มิลาน ที่มีไว้เพื่อยึดเหนียวจิตใจ

Tuesday, May 5, 2009

เข็มกระดิก



  บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าเข็มนาฬิกาที่บิกเบนเคยหยุดเดินบ้างไหม?



      "เวลาไม่เคยรอใคร" ประโยคทองที่ทุกคนรับรู้ดี  หลายคนใช้ชีวิตโดยที่ไม่ให้ความสำคัญกับเวลา เพราะหลายคนไม่ต้องการให้เวลาหยุดรอ แต่ผิดกับหลายคนที่จะพยายามเอาขาขวาล็อคเข็มวินาทีไว้ เอาขาซ้ายยันเข็มนาที และเอามือทั้งสองดันไม่ให้เข็มชั่วโมงกระดิก เหนี่ยวรั้งไม่ให้เวลาเดินหนีไปไหน หรือถ้าให้มันหยุดเดินไปได้ก็คงให้มันหยุดและตายลงที่วินาทีนี้เลย   เวลาไม่เคยสนใจว่าคนอื่นๆเค้าจะทำอะไรกัน  มันเดินหน้า มันไม่เคยรอใคร และมันก็ไม่มีเหตุผลต้องให้รอใครด้วย  ไม่มีบุคคลพิเศษคนไหน หรือมีค่ามีต่ำแหน่งใหญ่โตเท่าไร  ที่สำคัญพอที่จะให้เวลามาหยุดรอ  ทุกอย่างยังต้องเดินต่อไป  จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากเด็กเป็นผู้ใหญ่ จากผู้ใหญ่กลายเป็นคนชรา และท้ายที่สุด จากคนชรากลับกลายเป็นร่างที่ไร้ซึ่งลมหายใจ ในตอนนั้้นสารพัดเข็มก็ยังกระดิก

     ครบรอบเดือนที่4  ทุกอย่างที่นี้หมุนตามความเร็วเท่าที่เมืองไทย แต่ทำไมมันถึงผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน  มีหลายคนบอกว่ายิ่งเราอยู่กับความสุข เวลามันจะผ่านไปเร็ว น่าสงสารตัวเองตอนที่มีแต่ความทุกข์ เข็มวินาทีไม่แทบกระดิกเลย ไม่ใช่อยู่ที่นี้ไม่มีความทุกข์ ความลำบาก มันไม่แตกต่างจากที่เมืองไทย ทุกอย่างผสมปนกันไป ทั้งสุข ทั้งดิบ  เราหวังว่าเข็มนาฬิกาที่บิกเบน คงเดินตรง ไม่ช้าและไม่เร็วไปสำหรับเรา




     ช่วงที่ผ่านมามีเรื่องยุ่งๆเยอะแยะที่ผ่านเข้ามาในชีวิต บางเรื่องเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่บางเรื่องก็สร้างมันขึ้นมาเอง ไม่สร้างก็ไม่ได้เพราะอยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกับความฝันที่ฝันไว้ คงเหมือนกับหลายคนที่ก่อนออกเดินทางไปไหนซักที่ เราก็ต้องคิดไว้ก่อนว่า ไปถึงที่นั้นแล้วเราจะทำอะไรบ้างว่าไปเป็นข้อๆ 1. 2. 3. 4.  ว่าไป บางข้อมีโอกาสทำได้ก็ทำ บางข้อยังทำไม่ได้ก็หาโอกาสต่อๆไป บางข้อก็เหมือนความฝัน ทำได้ก็จะเก็บอยู่ในทำเนียบของความฝัน 

      ว่าแล้วก็เริ่มด้วยเรื่องที่จัดเก็บอยุ่ในทำเนียบของความฝันเรื่องที่หนึ่งเลยละกัน

 
    หาแรงบันดาลใจในสปาเก๊ตตี้    

 " I  Saloni Milano " หรือ ชื่อเต็มว่า" Salone Internazionale del Mobile " หรือ ชื่อที่คนไทยเรียกกัน " Milan Fair "   คนที่อยู่ในแวดวงการออกแบบภายในหรือเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ต่างๆ คงรู้จักดี เป็นงานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุด หลายแบนด์ดังเปิดตัวคอร์เล็คชั่นใหม่ๆ และงานนี้เป็นที่ศุนย์รวมของเหล่านักออกแบบจากทั่วทุกมุมโลก เป็นสัปดาห์สำคัญที่คนในวงการรอคอย  

  

 

    
                                                                         อ่านต่อหน้า 9 

                   

Monday, February 9, 2009

มหานคร 2 มิติ

      

       ผ่านไป 3 อาทิตย์ในชีวิตต่างแดน บอกตามตรงไม่รุ้จะเริ่มเรื่องยังไงให้มันดูสวยงามให้สมกับเป็นมหานครลอนดอน ในจิตนาการของใครหลายคน หรือจะเริ่มต้นยังไงให้มันสับสนวุ่นวายเหมือนกับหลายๆมหานครใหญ่ๆทั่วๆไปดี  เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตในแต่ละวันมันปรับเปลี่ยนและปรวนแปรไปตามอากาศ อารมณ์ สภาพแวดล้อม และผู้คน  
 
    ไม่ง่ายเลยที่จะเอาชีวิตที่เคยผูกติดกับอะไรนานๆหลายสิบปี แต่ตอนนี้ต้องเอาชีวิตที่ตัวเองคุ้นเคย จับมาล้างสมองและป้อนข้อมูลใหม่ๆ ป้อนภาษาใหม่ๆ ป้อนวัฒนธรรมใหม่ๆ ป้อนแผนที่ใหม่ๆ ป้อนค่าเงินใหม่ๆ ป้อนเพื่อนใหม่ๆ ป้อนอากาศใหม่ๆ ป้อนอาหารใหม่ๆ ป้อนสถาปัตยกรรมใหม่ๆ ป้อนเสียงใหม่ๆ ป้อนกุญแจใหม่ๆ ป้อนหิมะใหม่ๆ(ใหม่มาก) ป้อนบัตรใหม่ๆ ป้อนรหัสใหม่ๆ ป้อนพฤติกรรมใหม่ ป้อนความประทับใจใหม่ๆ ป้อนความเศร้าใหม่ๆ ป้อนความรักครั้งใหม่(?)                                                                      
                                                  และสุดท้าย  =  ป้อนชีวิตใหม่  

      มันไม่ง่ายเลย .... ย้ำว่ามันไม่ง่ายเลย สำหรับชีวิตใหม่ช่วงหนึ่ง  หลายคนคงเคยไปศึกษาต่อต่างประเทศ หรือใช้ชีวิตที่ ที่ไม่คุ้นเคยนานๆ คงเข้าใจและรุ้สึกไม่แตกต่างจากเรา หรืออาจหนักหนากว่าเราหลายเท่า     การปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลง มันเป็นสิ่งที่มนุษย์หลายคนหวาดกลัวที่สุด แต่หลายคนก็ค้นคว้ายและหลงใหลไปกับมัน
  
     เมื่อเปลี่ยนแปลงเยอะ ก็ต้องปรับตัวเยอะ วันแรกอากาศหนาวแค่ไหน วันนี้เรายังรุ้สึกหนาวเท่ากันไหม?  เรารู้สึกชินไปกับมันหรือยัง? หลายครั้งที่อยุ่ที่นี้ เกิดคำถามขึ้นมากมาย ตอบตวเองไม่เคยทันซะที หลายครั้งที่ตัวเองถามว่าตัวเรามาทำอะไรที่นี้ ???   

         .....................................................................................................................................

   มีคนเคยบอกและสอนเราว่า หลายครั้งที่ตั้งเป้าหมายอะไรไว้ และระหว่างทางที่เดินไปหามัน  เจอเรื่องให้เผลอ เรื่องสนุกหรือเรื่องเสียใจ จนต้องออกนอกลู่นอกทาง หรือเมื่อเจอทางแยก ที่ต้องให้ตัดสินใจ หลายคนสับสนว่าจะเดินไปทางไหนต่อดี  เพราะเดินทางมาไกลจนไม่เห็นจุดเริ่มต้น  ถึงตอนนั้นให้ย้อนกลับไปถาม คำถามแรกกับตัวเราเองว่า   " คุณกำลังจะไปไหน .... ทำอะไร ? " 

 
      ไม่แปลกใจเลยทำไมคำถามถึงได้เกิดขึ้นตลอดเวลา  เรากำลังสับสน และหลงทาง  อยู่นี้เอง  

   
       เขาหลายลูกที่ทางขึ้นสูงชั่นจนนักปีนเขาหลายคนท้ หลายคนถอย   เขาหลายต่อหลายลูกที่นักปีนเขา เอาธงขึ้นไปปัก ประกาศศักดาเหนืออุปสรรคอื่นใด และชมความงามของธรรมชาติอย่างที่ใครๆก็ไม่เคยเห็น มันคงสวยงามและหน้าหลงใหล  
   
                                                    " เราว่ายิ่งสูง ยิ่งหนาว ? "   

       
          


       เราเพิ่งเคยเห็นหิมะเป็นครั้งแรก อาจจะช้าไปถ้าหิมะมีอายุ   ถ้ามีชีวิต หิมะคงถือไม้เท้ารอทักทายไปเรื่อยๆ รอ ครั้งแรกของเขาและเธอ ที่มาเยี่ยมเยือนด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม 

       หิมะสวยงามตอนเธอกำลังร่ายรำอยู่บนอากาศ และสวยงามมากตอนที่เธอนอนนิ่งโพสท่ารอใครหลายคนมาถ่ายรูปด้วย   
 
       แต่เธอก็มีช่วงเวลาความงามที่สุดช่วงหนึ่ง ไม่แตกต่างอะไรกับสรรพสิ่งบนโลกใบนี้    หลังจากที่เธอเริ่มละลาย ตอนนั้นละ จากขาวกลายเป็นดำ ความงามมาพร้อมกับภาระ  หลายครั้งที่ในโลกเรา มีสองด้าน 


       รุ้งหลากสี    เป็นเหตุการณ์ทางธรรมชาติอีกเหตุการณ์หนึ่ง ที่เป็นของขวัญของธรรมชาติ ที่ไว้ดูยามท้อ และยามสุข   หลังเส้นโค้งสารพัดสี พาดผ่านมุมหนึ่งไปอีีกมุมหนึ่ง    ก็มีช่วงอารมณ์ นึกคลื้มของฟ้าฝน   สวยแต่หนาว  งามแต่เปียก  

                                 ไม่มีสวยงาม แต่ไม่หนาวเปียก ในโลกใบนี้ 
 
 
  



                       

       

     

Tuesday, January 20, 2009

ความเดิมจากตอนที่แล้ว





ห่างหายจากการบอกเล่าความรู้สึก ความคิดตัวเองผ่านตัวหนังสือไปนาน ประมาณ 9 เดือนน่าจะได้มีเหตุการณ์ที่อยากจะบอกและอยากจะเล่าเยอะแยะมากมาย ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี เริ่มจากความเดิมของตอนที่แล้วๆ มาละกัน
กลับจากเชียงใหม่ช่วงสงกรานต์ ก็มาลุยงานขนาดหนัก มีภาระอันใหญ่หลวงกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง เริ่มจากการโดนโยกจากการนั่งอ๊อฟฟิคเย็นๆ มาอยู่หน้าไซร์งานร้อนๆ งานที่ได้รับมอบหมายคือการมาทำให้ลายเส้นในพิมพ์เขียวมีชีวิต ภารกิจนี้ไม่มีแค่เราคนเดียว มีเพื่อนๆ พี่ ๆ ที่อ๊อฟฟิค อีก8-9 ชีวิตที่มาร่วมทุกข์ร่วมสุข
โรงพยาบาลขนาดตึก 6 ชั้น ใช้เวลาทำแบบประมาณ 6 เดือน ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 เดือน 6เดือนที่ทำแบบกับ 5 เดือนที่หน้างาน มันสอนอะไรเราหลายๆอย่าง มีมิตรภาพระหว่างอ๊อฟฟิคเรากับอ๊อฟฟิคอื่นๆ มีทั้งเพื่อน ทั้งมิตร ทั้งศตรู ทั้งน้ำตา ทั้งรอยยิ้ม มีความรัก มีความเกลียด มีความภูมิใจ มีความเสียใจ มีความรู้ มีความไม่รู้ มีความลำบาก มีความสบาย แต่สุดท้ายบวก ลบ คุณ หารแล้วความสุขมากกว่าความทุกข์ แค่นี้แหละที่มนุษย์หลายคนถามหา

ปัจจุบันลายเส้นบนพิมพ์เขียวได้กลายเป็น 3 มิติ ประกอบรูปร่างเป็นโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว






ผ่านช่วงเวลาที่น่าจดจำมากไปหนึ่งช่วงเวลา ช่วงเวลาของการพักผ่อนก็บังเกิด แรงบันดาลใจในการเดินทางคราวนี้ เกิดจากการอ่านหนังสือของนิ้วกลม เรื่อง " นั่งรถไฟไปตู้เย็น " หนังสือได้เล่าถึงการเดินทางโดยรถไฟขึ้นไปทางเหนือสุดของประเทศจีนซึ่งมีความหนาวเย็นระดับติดลบทุกอย่างถูกหยุดและแข็งเหมือนไม่มีสิ่งมีชีวิต เราอ่านไม่ทันได้จบเล่ม เราไม่รอช้าหยิบโทรศัพท์ โทรจองตั๋วรถไฟไปเหนือเกือบสุดของประเทศ "เชียงใหม่-แม่ฮองสอน" เป็นจุดหมายปลายทาง กะว่าช่วงลาพักหนาวจะอ่านหนังสือเล่นนี้ให้จบ



" ปายและแม่ฮองสอน" เป็นที่ที่เคยไปและอยากไปอีก ปายครั้งนี้ไม่แตกต่างจากความรุ้สึกเดิมๆ เห็นการเติบโตของปาย ไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้น เป็นแหล่งที่นักลงทุนมองหา คนขายของส่วนใหญ่ก็มาจากจังหวัดใกล้เคียง คนปายเองให้เช่าที่ เช่าบ้าน และหอบเงินที่เซ้ง ย้ายไปอยู่บนเขา บนดอย ปายเป็นแหล่งดึงดูดเงินแค่ 4-5 เดือน นอกนั้นก็จะเป็นฤดูร้อนและฤดูฝน ฤดูร้อนเองก็มีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาพักเป็นเดือนๆ นักท่องเที่ยวไทยน้อยเต็มที เคยไปช่วงหน้าร้อนทีหนึ่ง เหมือนเมืองร้าง ฤดูฝนก็ไม่ต้องพูดถึง น้ำท่วมตั้งแต่แม่น้ำปายไปจนถึงสี่แยกไฟแดง (เดี่ยวนี้มีคนตั้งซื่อให้ละ เป็นสี่แยกปายหนาว) ร้านค้าน้อยร้านที่เปิดตลอดทุกฤดู ส่วนใหญ่ร้านค้าก็ปิดตัวลง รอให้ลมหนาวมาระลอกใหม่ ปายก็จะคึกคักมีชีวิตเป็นขุมเงินขุมทองของนักลงทุนต่อไป การเลือกลงทุนในปายต้องคิดให้รอบครอบ การเซ้งบ้านระยะยาวปีต่อปี อันตราการเสี่ยงสูงมาก นักลงทุนควรระมัดระวัง







แม่ค้าขายไส้อั่วเล่าว่า "แม่ค้าส่วนใหญ่ เลือกที่จะเช่าเป็นแผงมาตั้ง ถึงเวลาก็ออกไปพักรอบนอกเมือง หมดช่วงฤดูหนาวก็กลับลงเชียงใหม่บ้าง กทมบ้าง หรือหาทำเลทองทำเงินกันต่อไป อย่างวันเคาน์ดาวน์คืน 30 ธันวา เค้าเรียกว่า "วันปายแตก" มีของเท่าไรก็หมด คนเยอะมาก คืน คืนเดียวขายได้หลายหมื่นบาท" แม่ค้าเล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

อย่างเจ้าของร้าน มู MU เล่าให้ฟังว่า บางที่การเป็นเมืองเล็กๆ อย่างปาย ไม่สามารถรองรับคนจำนวนหลายหมื่นคนได้ น้ำมันหมดเมือง ไม่มีน้ำมันใช้ ข้าวหมด .....
อย่างปางอุ้ง ไปเป็นปีที่สองติดต่อกัน เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ไม่ได้เปลียนแปลงเรื่องของธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ ที่รู้เท่าทันความเจริญ เริ่มตั้งกฏในการเข้าพัก นับจำนวนคนเข้า-ออก



การยับยังความเจริญนั้นยากยิ่ง ถ้าจิตใต้สำนึกของมนุษย์ยังคิดแต่เรื่องเงิน เงิน และก็เงิน

การเดินทางจบลงไปพร้อมกับหนังสือของนิ้วกลม หลายคำพูดในหนังสือ ยังจำและยังติดอยุ่ในความคิด การเดินทางให้อะไรมากกว่าการอยู่เฉยๆ หลายคนเชื่อแบบนั้น

ความเดิมของตอนที่แล้วยังไม่จบลงง่ายๆ แค่นี้ ห่างหายไป ตั้งเกือบ 9 เดือน เล่าแค่นี้คงไม่ใช่ สารพัดอิง ต่อไปกันเลย

"หลวงพระบาง ประเทศ ลาว" ทริปนี้ห่างจากทริปแรกแค่ 2 อาทิตย์ การเดินทางไปหลวงพระบาง ไม่แพ้ไปแม่ฮองสอนเลย โค้งเยอะไม่แพ้กัน แต่สิ่งที่ชอบ และประทับใจไม่ใช่ที่หลวงพระบาง แต่เป็นที่ วังเวียง
" วังเวียง" เป็นทางผ่านระหว่าง เวียงจัน ไปหลวงพระบาง นักท่องเที่ยวหลายคนนั่งผ่านไป บางคนนอนพักเพื่อรอเดินทางต่อ วังเวียง เป็นเมืองเล็กๆที่มีทิวเขาสวยงาม มีแม่น้ำซอง ไหลผ่านเราไปครั้งแรกเรานึกถึงแม่น้ำปาย และอำเภอปายที่เพิ่งไปมา เพื่อนร่วมทริปที่พาเราไปให้รุ้จักวังเวียง ถามเราว่า ปายกับที่นี้ไหนสวยกว่ากัน ความรุ้สึกแรก เหมือนๆกัน มีอะไรหลายอย่างคล้ายกัน ในความรู้สึกแรก




แต่พอพักไปซักคืนสองคืน เริ่มมีอะไรหลายๆอย่างที่ปายไม่มี ความเป็นธรรมชาติของผู้คน ความเป็นธรรมชาติของบรรยากาศ วังเวียงไม่แตกต่างอะไรกับปายเมือหลายปีก่อน วังเวียงยังสวย สงบ และน่าค้นหา และยังรอคอยนักลงทุน มันทำให้มันไร้ค่า ไร้ราคา ข่าวดีของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ภายในเดือนนี้ วังเวียงจะได้จดทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นแหล่งที่ 3 ของลาว ต่อจากหลวงพระบาง โดยส่วนตัวแอบคิดในใจว่า ไม่แน่ใจว่าได้มรดกโลกด้านไหน แต่เป็นความภาคภูมิใจของคนลาวเลยละ






ว่าด้วยหลวงพระบาง บังเอิญไม่ได้ดูหนังเรื่อง สบายดีหลวงพระบาง เห็นเค้าว่าสวยนักสวยหนาแต่เราไปถึงเราว่ามันเจริญ เจริญมาก เจริญ กว่าที่ในหัวเราคิดไว้ เพื่อนที่พาเรามาบอกว่าเมือ 5 ปีก่อน ยังไม่เป็นแบบนี้เลย ตอนก่อนคนลาว นุ่งผ้าซินปั่นจักรยาน ตอนนี้ นุ่งผ้าซินขี่มอเตอร์ไซร์ ปัจจุบัน คนลาวไม่นุ่งอะไรเลย ขี่มอร์เตอร์ไซร์ 555 ( ล้อเล่น น้า ) 555
อีกไม่นาน ร้านค้าขายส่ง ขายปลีก คงเต็มเมือง เมือมาเปรียบกับเชียงใหม่บ้านเรา เชียงใหม่บ้านเราเจริญกว่าและ เก่ากว่าหลวงพระบาง ( ข้อมูลอ้างอิง .................................... ) เติมเองตามชอบใจ




เกือบลืมสิ่งที่ประทับใจมากๆๆ อีกอย่างที่นอกเหนือกว่าการใส่บาตรข้าวเหนียว คือการได้ไปเต้นสลอป (ไม่แน่ใจว่าเขียนถูกหรือป่าว) การเต้นสลอปของลาว คือการเต้นพร้อมๆกัน มีเพลงและจังหวะเฉพาะ คล้ายๆจังหวะ ชาช่าช่า บ้านเรา แต่นี้เต้นพร้อมกัน เดินหน้า ถอยหลัง แตะขา หมุนตัว คนหลายสิบคนเต้นพร้อมๆกัน น่ารักดีไม่หยอก ผับที่นี้จะเต้นสลับไปมาเพลงปัจจุบันกับเพลงประจำชาติ เต้นสลอปบ้าง รำวงบ้าง โยกหัวแบบร็อคบ้าง ว่าไปตามเพลงที่เปิด





รอยยิ้มในลาวมีให้เห็นเรื่อยไป คำพูดบางคำฟังแล้วต้องอมยิ้ม ไฟเขียวไฟแดง ที่ลาว เค้าเรียกไม่เหมือนบ้านเรา ไฟแดง เรียกไฟอำนาจ ไฟเหลือง ไฟวัดใจ ไฟเขียว ไฟเสรี .................


ทริปนี้จบไปแบบนิ่มๆ เนั้นเข้าวัดทำบุญกินเบียร์(เบยลาว) ซะเยอะ จิงๆควรจะเว้นวรรคห่างกันหน่อยจะได้ดูดีขึ้น

ทริปนี้จบไปแบบนิ่มๆ เนี้นเข้าวัดทำบุญ กินเบียร์(เบยลาว)ซะเยอะ
อย่างงี้น่าจะดีกว่า

การเดินทางยังไม่จบลงแค่นี้ เมือสิ่งที่คิดและเตรียมไว้ได้ผ่านการอนุญาติจากทางบ้าน อ๊อฟฟิค และสถานทุต และสิ่งสำคัญ ใจตัวเราเอง แล้ว

หลังกลับจากเที่ยวลาว แค่ 1 อาทิตย์ ผลวีซ่าผ่าน การไปเรียนภาษาต่อที่อังกฤษจึงเริ่มต้น เตรียมตัวแค่ 1 อาทิตย์ กับระยะเวลา 1 ปี ที่อยู่ที่อังกฤษ ................





การเดินทางให้อะไรมากกว่าการอยู่เฉยๆ เราก็ยังเชื่อแบบนั้น