Friday, December 14, 2007

ความเจริญกึ่งสำเร็จรูป










"อากาศเย็น หาไรกินร้อนๆ ให้มันอุ่นท้องดีกว่า" เราคิดระหว่างเดินทอดน่อง(ให้ร้อน) บนอำเภอเล็กๆ ที่ใครๆ ก็รู้จัก คือ "อำเภอปาย" ถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนต่างที่ต่างทาง เดินหาและเสพความสุขช่วงวันหยุดกันอย่างเนืองแน่น บัวลอยใส่ไข่ หอมกลิ่นใบเตย น่าจะเข้ากับบรรยากาศไทยๆอย่างนี้ คนรอคิวยาวแต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะหักลบกับความหอมของกลิ่นกะทิใบเตยแล้วคุ้ม



"ใส่ไข่หรือป่าวค่ะ " เราพยักหน้าแทนเสียง ระหว่างรอท้องร้องขอความเห็นใจ หม้อทองเหลืองร้อนๆ กับควันที่ลอยมาปะทะหน้า ท้องและเราชักจะทนรอชิมรสชาติแทบไม่ไหว แม่ค้าตักไข่แดงบวมๆพร้อมกับติดไข่ขาวมาพอเป็นพิธี และราดน้ำกะทิร้อน ใบเตยหอมเป็นอันจบการรอแบบทรมาน



และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!!! มีมือมารมาจากไหนไม่รู้ (แต่ก็รู้ว่ามันยืนอยู่ข้างๆ) มารับตัดหน้าเราไปแบบไร้ยาง (หน้าไม่) อาย เราหันมองตามไข่และกะทิไปแบบระยะประชิด จนมันโดนกลืนลงไปกระเพาะ



" ไข่กู " เราคิดในใจดังๆอยากให้ผัวเมียนรกมันได้ยิน และแล้วมันยังไม่หยุดความนรกลงแค่นั้น มันสั่งต่อให้เมียมันไปแบบติดๆอีก 1 ถ้วยโฟม เราคิดในใจว่าดีนะที่มันไม่สั่งไปเพื่อ พ่อ(ง) แม่ (ง)ที่บ้านอีก



สถานการณ์แบบแย่งกันกินแย่งกันใช้ไม่น่าเกิดขึ้นที่ "ปาย" ความคิดเริ่มบรรยาย ช่วงระหว่างรอไข่สุก เราหยิบดินสอในสมองออกมาระบายไว้ในกำมือไว้เพื่อจะมาเขียนในบล๊อค เราคิดว่าจะใช้ขื่อเรื่องว่า " ความเจริญกึ่งสำเร็จรูป" ละกัน น่าจะเข้ากับบรรยากาศเย็น แต่ที่ตาเริ่มชักจะร้อน





" ความเจริญกึ่งสำเร็จรูป " ไม่สุขและไม่ดิบ กลางๆ เพราะมันกึ่งๆ การได้ไปเห็นและได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงจนทำให้เกิดคำว่า เปลี่ยนไป ในทางดีหรือไม่ดี แล้วแต่คนชอบ แต่โดยส่วนตัว รู้สึกว่าไม่ดี, เสียดาย มันเป็นผลที่ตาถ่ายทอดมาถึงจิตใจ ความรู้สึกที่กำลังพูดถึงคือ สถานที่ ที่เคยมีเสน่ห์ น่าจดจำ น่าค้นหา และน่าอยู่อาศัย







" ปาย " ชื่อนี้มันน่าหลงไหล?






สถานที่นี้การันตีถึงอะไรบ้าง?






ไกลต้องนั่งเกือบพันโค้ง ใช้เวลา 3-4 ชม.(เขา) กว่าจะถึง(ตอนนี้มีเครื่องไปลงแล้ว)



ความเก๋ไก๋ ถ้าได้ไปเดินทอดน่องแล้วถ่ายรูปคู่กับร้านมิตรไทยมาอวดเพื่อน คงเท่ห์น่าดู



สถานที่ที่ ฝรั่งฮิต มันไปกัน แสดงว่ามันต้องดี (สถานที่ของบ้านเราแท้ๆ กับไม่รู้ว่ามันดี)



อากาศเย็น บรรยากาศดี น่าที่จะมีความรักที่ ป (ล) า ย ทุ่ง (ทุ่งจิงๆที่มีควายไถ่นา หาดูได้ตามต่างจังหวัดทั่วไป)



ของที่ระลึกจากร้านมิตรไทย (ร้านที่อยู่ในยุคบุกเบิกผลิตความเก๋ไก๋ให้กับปาย มีเสน่ห์จนถึงทุกวันนี้)



ส้มตำร้านอร่อย เป็นที่กล่าวขวัญไปทั้งอำเภอ เพราะมันตั้งอยู่หน้าอำเภอ ชือร้าน "สัมตำหน้าอำเภอ"



และ ...........................................................



...........................................................



อีกมากมาย





เหตุผลต่างๆนานา ที่กล่าวถึงและเป็นนิยามของคำสั้นๆ ว่า "ปาย" เขียนในนี้คงไม่หมด มันเป็นเหตุผลที่คนอย่างเรา เรา และ เรา ตัดสินใจเดินทางไปหามัน






การเดินทางไป "ปาย" ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 แล้ว แต่ละครั้งที่ไป ความสุข ความสนุก ความสวย ในแต่ละครั้งก็จะไม่เหมือนกัน แต่ ครั้งล่าสุด จำนวนคนที่ไปอยู่ที่อำเภอเล็กๆ ในหุบเขา เยอะกว่าทุกครั้ง นั้นไม่ได้หมายความว่า จำนวนโค้งมันจะเยอะขึ้น หรือว่า ฝรั่งมันจะฮิตมากขึ้น หรือว่า อากาศมันจะเย็นลงมากขึ้นหรือ ร้านมิตรไทยจะใหญ่โตเปิดเป็น 2 ชั้นมีสาขาที่เชียงใหม่ แต่กลับว่า สถานที่และความเป็นธรรมชาติต่างยังอยู่ที่เดิม แต่ความเจริญเดินทางไปหามันมากขึ้นต่างหาก






การเดินทางมาที่นี้ ในแต่ละครั้งและในแต่ละปี เห็นความแตก และต่าง อย่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ครั้งแรกที่เราเดินทางไปถึง คือปีที่มี สึนามิ เกิดขึ้นที่ทางภาคใต๊ ซึ่งก็ตรงกับในช่วงปีใหม่ เราเดินทางบนรถหวานเย็นในสมัยนั้น(ซึ่งก็ไม่นานนัก) ก็จะเจอนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเยอะมากและคนชนเผ่า ต่างๆลงมาชื้อของใช้ในเมืองและจะขนกลับไปใช้บนดอย






ครั้งแรกที่สัมผัส "ปาย" เรารู้สึก หลงเสน่ห์เมืองในหุบเขา ในสมัยนั้น นักท่องเที่ยวคนไทยยังมีไม่มากนัก ร้านค้า ความเป็นธรรมชาติของผู้คน ยิ้มแย้มและเป็นกันเอง ซึ่งแตกต่างกับครั้งล่าสุดมากๆ






เว้นช่วงก่อนไปครั้งสุดท้าย 2 ปี เห็นผล ความเจริญวิ่งผ่านโค้งมาเกือบพันโค้ง เดินทางมาถึงเช่นกัน ร้านค้าที่เป็นบ้านไม้ ตอนนี้กลายเป็นธนาคารขนาดใหญ่เป็น คอนกรีตเสริมเหล็กปักแน่นแสดงตัวตนชัดเจน หลายต่อหลายสถานที่มองไปแปลกตา แปลกใจ เหมือนไม่ใช่ปายเมื่อหลายปีก่อน จำนวนคนที่ไปเที่ยวเยอะขึ้นจนบดบัง ความเป็นปาย จำนวนชาวต่างชาติ น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด (ในช่วงที่ไป 8-9-10 ธค.50) ไม่แปลกใจที่ความเป็นปายได้รับความเอ็นดูจากคนไทยมากขึ้น กับกันชาวต่างชาติเอ็นดูปายน้อยลง มันทำให้อดคิดถึง ....คำพูดบางคำพูดระหว่างโค้งในตอนนั้น




บทสนทนาบางประโยคที่จำแม่น หลังจากได้พูดคุยกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ(แบบ งู งู และ ปลา ปลา)บนรถหวานเย็นในครั้งแรกที่เดินทางมา 2หนุ่มตาน้ำข้าว มาจากปารีส เมืองแห่งศูนย์รวมแฟชั่นชั้นนำของโลก ชื่อของทั้งสองหนุ่มไมสามารถเขียนเป็นคำไทยให้อ่านได้ถนัดตานัก เค้าบอกนิยามความเป็นปาย ออกมาได้น่าเพราะและ น่าฟังเลยทีเดียว " ปายเป็นเมืองสวย ,สงบเงียบ ไม่เหมือน กรุงเทพ วุ่นวาย " ผมพยักหน้ารับความเห็นทั้งๆที่ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าสวยหรือไม่สวย มีอีกหลายประโยคที่ชื่นชอบอำเภอเล็กๆแห่งนี้ ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่ามันโด่งดังไปไกลถึงอีกฝากฝั่งโลกแล้วเหรอ หนังสือนำเที่ยวหลายต่อหลายเล่มที่ 2 หนุ่มหยิบขึ้นมาอ้างอิงถึงความโด่งดังของอำเภอบ้านนอกแห่งนี้ ดูจากภายนอกของหนังสืออยู่ในสถาพเปิดใช้งานบ่อยมองไม่เห็นตัวหนังสือ แต่เรากับมองเห็นถึงความสนใจ และรักในเมืองไทย

"ปาย" ในสายตาน้ำข้าวคือ เมืองไทยในสมัยอดีต ก่อนยุครัตนโกสินทร์ถือกำเนิด มีธรรมาชาติที่สมบูรณ์ มีทุ่งนา ทุ่งข้าว อากาศเย็นสบาย แต่ปัจจุบันนี้ มันสงบเงียบอย่างที่เคยเป็นมาไหม? ต่อไปหรือว่ามันจะวุ่นวายคล้ายกรุงเทพ ?




" ใส่ไข่หรือป่าวค่ะ" เสียงแม่ค้ามาตัดบทนักเขียน เรารีบเก็บดินสอเข้าสมอง คราวนี้คงถึงคิวของเราจิงๆซะที จะได้ลิ้มรสชาติบ้วลอยใสไข่ร้อนๆริมถนนปาย ซะที เราตอบแบบเสียงดัง "ใส่คับ" ดังพอที่จะไม่ให้มารทั้งหลายยืนมือขึ้นมารับอีก




รสชาติสมการรอคอย กะทิเข้าถึงเนื้อใน ความร้อนพอให้กระเพาะมีผ้าห่มอุ่นๆมาห่มในขณะที่อากาศข้างนอกเริ่มหนาว ระหว่างเดินกลับที่พัก บัวลอยยังไม่ทันจะหมดจากถ้วยโฟม เราก็เห็นถ้วยโฟมชนิดเดียวกันล่วงหล่นตรงหน้า มันไม่ใช่ที่ ที่ควรทิ้งแน่ๆ เรามองตามที่มาของของ เป็นมือมารมือเดิม ที่อีกมือกลุ่มมืออีกมารไว้ เราไม่ทันได้มองหน้า แต่เราทันที่ได้มองหลัง






เราจำได้ว่า ผู้ชายใส่เสื้อขาวข้างหลังมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า " LOVE" ส่วนผู้หญิงใส่เสื้อขาว(ขาวเดียวกัน) ข้างหลังเสื้อมีตัวอักษรที่เขียนว่า " PAI "


ป(ล)าย ปีนี้มีแต่สิ่งสวยงามจิงๆ

Monday, October 29, 2007

มาตราส่วน 1 : ?

----------------------------

ใส่ใจสองช้อนชา เท่ากับ คิดถึงหนึ่งช้อนโต๊ะ

คิดถึงสองช้อนโต๊ะ เท่ากับ ชอบหนึ่งกำมือ

ชอบสองกำมือ เท่ากับ รักหนึ่งหยิบมือ

รักสองหยิบมือ เท่ากับ รักหนึ่งกำมือ

รักเท่ากำมือก็พอดี เท่ากับ หัวใจที่อยู่ซ้ายมือ


หญิงสาวหยิบกระดาษคำตอบสีชมพูที่มีข้อความข้างต้น ยื่นให้ชายหนุ่ม

ชายหนุ่มที่นั่งรอคำตอบกับคำที่บอก " รัก " ไป
เวลาผ่านไปหลักวินาที มันช่างยาวนานเหลือเกิน อาหารที่วางไว้เริ่มเย็น
รอคอยคำตอบอุ่นๆให้อะไรบางอย่างมันร้อนขึ้นมา

ชายหนุ่มหยิบมาอ่าน พร้อมทำหน้างุนงง กับท่าทีที่หญิงสาวแสดงออก

" แล้วตกลง ว่าไงอ่ะ "

ชายหนุ่มทวงถามแบบอมยิ้ม ในใจแบมือรอรับความรักตอบ

ดอกไม้ช่อใหญ่วางกองข้างหญิงสาว รอให้หมู่มวลแมลงบินมาดอมดม




หญิงสาวยิ้ม และตอบไปเบาๆๆว่า

" ก็แค่ สองช้อนชา "



ร้านอาหารร้านนี้ไม่มีแมลง จิงๆๆ



--------------------------------------

Wednesday, October 17, 2007

สวรรค์ชั้นตึก











ส่วนใหญ่ถ้าพูดถึงสวรรค์ ต้องเงยหน้ามองฟ้า และเราคงคิดว่ามันต้องอยู่ที่สูง ถ้าพูดถึงนรก คงต้องก้มหน้าลงดิน แค่ก้มหน้ากับเงยหน้า ก็บอกถึงความสดใสและหดหู่ได้โดยไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย

"วันนี้ได้ไปขึ้นสวรรค์มา " คำบอกเล่าจาก สารพัดอิง คุยฟุ้งบล๊อค พร้อมเชิดหน้ามองสวรรค์ชั้นเพดาน เป็นคำพูดชวนเชื่อ ที่เชื่อถือได้ มันเป็นสถานที ที่ควรจะจดจับและแนะนำให้หลายคนได้ไปช่วยกันจดและไปช่วยกันจำว่า ที่กรุงเทพ ยังมีมุมมองสวยๆ ไม่แพ้ ต่างประเทศเลยทีเดียว มีโอกาสไปดูงาน (อีกครั้ง) ที่สาธรใต้ เป็นสถานที่ที่สวรรค์ตั้งอยุ่ จิงๆๆ มันมีหลายที่แต่คิดว่ามุมมองนี้สูงสวยจนต้องเรียกว่า "สวรรค์"



ชั้น 61 เป็นพิกัด ระดับดีกรีความสูง มันเป็นชั้นดาดฟ้า ของตึก BANYAN TREE ตึกนี้มีความพิเศษและเป็นที่รู้จักทางสายตาของคนที่ผ่านไปผ่านมาอยู่แล้ว ถ้าบอกชื่อตึกอาจจะคิดไม่ออก แต่ถ้าบอกว่า เป็นตึกที่บางที่สุดในประเทศ พอนึกออกกันไหม?



ตั้งเด่นเป็นสง่าท้าสายลมและแสงแดดอยู่กลางสาธรใต้ ความบางชนิดที่พื้นที่บนดาดฟ้า ตั้งโต๊ะอาหารได้ไม่กี่โต๊ะ ตึกใหญ่ที่มีชื่อเสียงหลายตึกจะนิยมใช้พื้นที่บนดาดฟ้ามาทำธุรกิจ เอาพื้นที่บนอากาศมาทำเงิน อย่างตึกใบหยก2 ที่มีชื่อว่าสูงที่สุดในประเทศไทย และติดระดับโลก ด้านบนเป็นร้านอาหาร ยังไม่พอ แถมยังหมุนให้ชมวิวกัน 360 องศาเลยที่เดียว แต่"สวรรค์" ที่สารพัดอิงคุยฟุ้งไว้ตอนต้น มันหมุนไม่ได้ แต่มันอยู่ใกล้ดวงจันทร์ สูดอากาศบนดวงดาวสีฟ้าได้อย่างชื่นปอด







Vertigo Restaurant และ ส่วนติดกัน Moon Bar เป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ ของร้านอาหารที่ตั้งอยู่บนความสูงที่หูต้องอือ Moon Bar บาร์พระจันทร์ ที่ส่องแสงเจียรไนส่องสว่างอยู่ทามกลางดวงดาวที่เมืองหลวงสร้างสรรค์ให้ มันเป็นบาร์แบบเปิดที่สูงที่สุดในเอเชียแปซิฟิก พนักงานที่นั้นคงเคยชินกับความงาม มองดวงดาวรอบข้างจนชินตา น่าอิจฉาจิงๆ เราย่างก้าวสูดอากาศชั้น 61 เข้าเต็มปอด พร้อมกับรับลมเย็นๆที่ลอยมาโดนตัวทะลุไปจนถึงหัวใจ สัมผัสแรกที่รับรู้ได้เลยคือ ความโรแมนติคชนิดที่นางฟ้าหลงมาต้องหลงรักกับชายหนุ่มที่พามาเลย ก็เป็นไปอย่างที่คิด โต๊ะอาหารประเภท 2 ที่นั่งเยอะกว่าโต๊ะแบบครอบครัว และก็เป็นไปอย่างที่คิดอีกครั้ง ที่คนไทยสายเลือดไทยแทบจะไม่มีให้เห็น นอกจากพนักงาน













สวรรค์ ชั้น61 เป็นสถานที่รวมเหล่า กามเทพตัวใหญ่ ตัวน้อยทั้งยิงแม่น ยิงไม่แม่น ดอกธนูดอกแล้วดอกเล่าเกลื่อนพื้น นางฟ้าหลายต่อหลายคนที่มาล่อเป้าให้กามเทพตัวน้อยได้ทำงาน ฤทธิ์ของธนูเห็นผลยิ่งหนัก ไม่อยากจะคิดเลยเมื่อลมหนาวจะเข้ามาในไม่ช้า สถานที่แบบนี้คงเต็มไปด้วย คำบอก "รัก" ชนิดที่นับไม่ถ้วนว่าศรธนูกับคำบอกรักอันไหนมันจะเยอะกว่ากัน ความสุขมักชอบอยู่กับอากาศเย็น มันผสมและตกผลึกมาเป็นความรัก






อีกด้านหนึ่งของสวรรค์ชั้นตึก







สวรรค์ชั้นประหยัด ทุกอย่างถูกตัดทอนจากข้อความข้างต้นตัวเลขบอกพิกัดความอื้อของหู ไม่ได้ขึ้นต้นด้วยเลข6 สัดส่วนของตึกไม่หุ่นเพรียวบางเหมือนนางแบบ ไม่ได้ขึ้นต้นว่าเป็น โรงแรม แต่มันเป็นเพียงแค่อพาท์เม้น ชั้น 12 ไม่ได้อยู่ในใจกลางเมือง แต่มันก็อยู่ในใจของเราเช่นกัน ไม่แตกต่างและเราก็ยังใช้คำว่า "สวรรค์" คำนี้เช่นกัน




บนยอดตึกอพาท์เม้นขนาดยอดนิยมแถวสี่แยกรัชโยธิน ร้านอาหารชนิดประหยัดเงิน แต่ไม่ประหยัดวิว ตั้งเด่นไม่เป็นสง่าอยู่แข่งกับตึกช้างและตึกSCB~ บรรยากาศตอน5โมงเย็นตอนดวงอาทิตย์จะลับลาขอบฟ้า แสงแดดสีทองมันช่างกลมกล่อมกับช้างสีขาวที่หันหน้าเอางวงชี้ไปชนกับตึกธนาคารหัวดินสอ ไม่ต้องสงสัยกับการเล่นฮวงจุ้ยของสีแยกทำเลทอง อาหารอร่อยแต่ไม่มีบาร์พระจันทร์เหมือนในย่านคนมีเงิน ที่นี้ไม่ต้องคิดไม่ต้องหาชาวต่างชาติ เพราะ ไทยกิน ไทยใช้ ไทยเจริญ ทั้งพนักงาน เจ้าของ ลูกค้าพูดภาษาท้องถิ่นกันอย่างเมามัน คำเรียกอย่างเป็นทางการของร้านนี้คือ "เรือนรับรอง"




ทั้งสองสถานที่ ที่โปรยไว้หลายย่อหน้าเป็นทางเลือกและเป้าหมายของคุ่รักที่กำลังหาที่บอก"รัก"(โดยหวังผล) เพราะเราเชื่อมือในกามเทพที่อาศัยอยู่แถวยอดตึก แม่น ฤทธิ์แรง ถ้าใครเคยใช้บริการ คงติดใจ






สวรรค์ในหลายๆที่เตรียมตัวเปิดรับพนังงานกามเทพ ที่รอคอยต้อนรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ถ้ากามเทพน้อยได้อ่านข้อความหลังจากนี้ไป ให้รู้ไว้เลยว่า เตรียมตัวและเตรียมใจ และที่สำคัญที่สุด เตรียมศรธนูเล่มงามไว้เพื่อเรา 1 ดอก เราจะพานางฟ้าตัวน้อยๆ ไปให้ยิง ในระยะประชิด










หวังว่าฤทธิ์ของศร จะออกฤทธิ์โดยฉับพลัน ให้เห็นผลก่อนที่ลมหนาวจะหมด







....และหวังว่านางฟ้าจะมาปรากฎกายให้เห็นก่อนที่ลมหนาวจะมา










Wednesday, August 15, 2007

หลังรอยยิ้มใต้หลังคา

มีอะไรในโลกนี้อีกมากมายที่หาคำตอบไม่ได้และหลายครั้งก็ไม่คิดที่จะหามัน ปล่อยให้มันเป็นปริศนาไป เวลาผ่านไปคนรุ่นหลังๆก็จะเจอปริศนาเดิมๆให้ได้คบและได้คิดมัน



ผู้หญิงที่มีเชื้อสายอิตาลีโดยกำเนิดเกิดจากฝีแปรงของ ดาวินชี ที่ตอนนี้พำนักพักพิงอยู่ที่ปารีส ฝรั่งเศส เรากำลังเอ่ยถึงผู้หญิงที่มีรอยยิ้มที่มาพร้อมกับเครื่องหมายคำถาม และหลายคนอยากรู้คำตอบ แม้กระทั่งตัว ดาวินชี เองยังไม่คิดมาก่อนว่ารอยยิ้มสีน้ำมันที่ตัวเองสร้างสรรค์ขึ้นมาจะมีคนสนใจมากกว่าหลายร้อยภาพที่ตัวเองวาดขึ้น



ตอนแรกไม่คิดว่าจะต้องมาอัพบล๊อคเกี่ยวกับหญิงสาวในชุดดำชาวอีตาลีตอนนี้คงได้เชื้อสายฝรั่งเศสไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเพราะอยู่มานาน เกิดแรงบันดาลใจจากการมองสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่กำลังเติบโตด้วยน้ำมือมนุษย์อยู่ใจกลางเมือง ตอนนี้ใครผ่านไปผ่านมาแถวสยาม มาบุญครอง จุฬา มีตึกที่กำลังจะเป็นตึกอยู่ในไม่ช้า ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางสี่แยกปทุมวัน มองมุมไหนก็จะเห็น อาคารรอคนเข้าไปใช้งานนั้นมันไม่ได้เป็นห้างสรรพสินค้าเหมือนอาคารเพื่อนๆในละแวกนั้น แต่อาคารนี้สร้างเพื่อศิลปะไม่ใช่พาณิชย์



การรออนุมัติการสร้างอาคารแห่งนี้ ต้องใช้หลายรัฐบาลเพราะผู้ใหญ่บางกลุ่มไม่เห็นชอบ จวบจนถึงยุคของผู้ว่าที่ชอบชิมไปบ่นไปก็แล้วยังไม่อนุมัติ แต่ท้ายที่สุดผืนผ้าใบที่เลอะสีก็ได้มีที่อยู่ในยุคของผู้ว่าพรรคที่รอดการโดนยุบมาอย่างหวุดหวิด



มีหลายคนเคยบอกไว้ว่าประเทศที่เจริญแล้วหรือไม่เจริญให้วัดกันที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ ที่บ้านเราเรียกกันว่าหอศิลป์ จำนวนยิ่งเยอะเท่าไรจิตใจมันจะช่วยกล่อมเกลาให้มนุษย์มีความเป็นมนุษย์และมีความแตกต่างกว่าสัตว์สังคมทั่วๆไป



หลายๆครั้งที่ประเทศไทยจัดนำเข้าทีมฟุตบอลดังๆระดับยุโรปมาเหยียบราชมังคลา และมาแวะกินหมูปิ้งที่หัวหมาก หรือ LINKIN PARK ยังเคยมาขี้ใส่โถที่อิมแพค เมืองทองธานีได้ และทำไม เจ๊โมนาลิซาจะมานั่งสะแยะยิ้มกลางสี่แยกปทุมวันให้เด็กสยามดูไม่ได้



หลังจากเกิดคำถามกับปูนซีเมนต์ขนาดยักษ์ตรงหน้าที่ตั้งบนทำเลทอง มันตอบมาเบาๆให้รอคอยต่อไป เพราะด้วยเหตุผลหลายๆประการ ตอนนี้ โมนาลิซา เหมือนโดนคุมขังไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน อยู่ในหลังคากระจกที่ฝังตัวเองอยู่ใต๊ดิน หรือ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์( Louvre Museum) สถานที่ที่อยู่อย่างถาวรของรอยยิ้มปริศนา โมนาลิซาไม่แตกต่างอะไรกับอองซานซูจี ความอิสระของรอยยิ้มอยู่ในที่จำกัด โมนาลิซาเธอเป็นบุคคลสำคัญรัฐบาลฝรั่งเศษดูแลรักษาอย่างดี ในตู้กระจกปรับอากาศกันกระสุน มันเป็นอีกเหตุปัจจัยที่การเดินทางไปไหนของโมนาลิซานั้นลำบากยิ่ง



ความเป็นศิลปะก็หนี้ไม่พ้นความเป็นพาณิชย์หรือหลายคนเรียกว่าพาณิชย์ศิลป์ การที่ลูฟร์มีโมนาลิซา THE NATIONAL GALLERY ที่ลอนดอน มี SUNFLOWERS ของแวงก๊อก วัดล่องขุ่นมีภาพของอาจารย์เฉลิมชัย รายได้ที่มาพร้อมกับความงามทำให้เศษฐกิจมันเฟื่องฟู และสิ่งสำคัญผืนผ้าใบเปื้อนสีมีคุณค่าเพิ่มตามกาลเวลา และยิ่งเพิ่มคุณค่าขึ้นทุกที การเคลื่อนย้ายงานศิลปะระดับโลกเป็นไปได้ยาก ใครอยากจะเห็นต้องไปตามหาและดูให้ถึงที่นั้นๆ





การรอคอยหอศิลป์ขนาดใหญ่ในประเทศไทยใกล้จบลง



แต่ต้องรอลุ้นว่าซักวันหนึ่งหอศิลป์ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
ในนั้นจะมีรอยยิ้มปริศนาของสาวอิตาลี มานั่งมองเด็กแนว เด็กสยาม ของเราดูบ้าง

ตอนนี้เราเริ่มอยากจะรู้แล้วสิว่า เจ๊โมนาลิซ่าหลังรอยยิ้มของเจ๊แกคิดอะไรอยู่ ?







Monday, July 9, 2007

ตาฟัง หูดู หัวหิน

เพิ่งผ่านไปซักระยะเสียงเพลงแนวแจ๊สยังไม่ทันจางหาย อากาศบอกที่มาจากหัวหินยังไม่ทันตกตะกอนยังคงลอยค้างอยู่ในปอด ก็ได้มีโอกาสไปเอาอากาศที่หัวหินมาเติมให้เต็มปอดอีกครั้ง ในเวลาไม่ถึงเดือน ไปครั้งแรกไปงาน แจ๊ส หูใช้งานมากว่าทางสายตา ไปครั้งที่สองไปดูงานรีสอร์ท ใช้ตามากว่าใช้หู แต่ทั้งสองครั้งใช้ใจเป็นสื่อสัมผัส และรับรู้ความงามทางเสียงและความไพเราะทางสายตา





บางครั้งโสทประสาทแยกแยะไม่ออก ว่าควรทำอย่างไหนก่อนดี สวยจนพูดไม่ถูก เพลงเพราะเสียจนน้ำตาไหล สิ่งที่เข้ามาปะทะกับจับต้องไม่ได้แต่จิตใจรับไปเต็มๆ






พื้นที่ที่สวย space ที่คิดมาอย่างลงตัวเมือได้ไปสัมผัส ได้เข้าไปอยู่ในที่ที่นั้น มันทำให้ต่อมความสุขเริ่มทำงาน เราเอาภาพที่มี space ที่หัว(หิน) สวยๆมาฝาก



PUTAHRACSA พุทธรักษา หัวหิน









ดาดฟ้า มองทะเล ที่ DUNE หัวหิน


















Let's Sea เล็ท ซี หัวหิน










ครั้งแรกที่ได้เห็น ดีใจที่มีงานสวยๆตั้งอยุ่ในสยามประเทศ เรื่องธรรมชาติ ของเราสู้ในเวทีระดับโลกได้ แต่รีสอร์ทสวยๆหาได้ยากยิ่ง ถ้าสองอย่างนี้อยู่ด้วยกัน มันเป็นผลพลอยได้ที่คนไทยอย่างเราจะได้ไปสัมผัส

โสทประสาททั้งตาและหู เตรียมตัวรับความงามอย่างไพเราะ เมื่อรู้สึกเบื่อกับสิ่งที่เห็นเดิมๆ ฟังแต่เสียงเคยชิน ลองก้าวออกจากบ้านมานั่งมองเห็นภาพที่ดวงตาควรจะเห็น มานั่งฟังเสียงที่คลื่นเค้าคุยกัน ถ้าฟังเสียงของธรรมชาติออก มันคงแปลเป็นไทยได้ใจความว่า " โลกมันกว้างกว่าที่ดวงตามองเห็น "


Saturday, May 19, 2007

28 WEEKS LATER

















ออกมาจากโลกแห่งจิตนาการที่เต็มไปด้วยโรคระบาดเต็มจอ อดใจที่จะไม่กระแทกนิ้วลงบนแป้นพิมพ์พูดและพิมพ์ถึงไม่ได้ กับหนังที่มันระดับสิบตีนถีบ กับหนังแนวซอมบี้เลือดสาด ที่ภาคแรกทำไว้ดีจนใจหายใน 28 DAYS LATER การแจ้งเกิดของผู้กำกับหน้าใหม่ หนังภาคแรกใช้ต้นทุนต่ำจนเข้าข่ายเป็นหนังอินดี้ในหมู่เกาะอังกฤษ นานๆทีที่หนังจากเกาะอังกฤษที่ทำได้ดีโดยที่ไม่ต้องเพิ่งพาดาราดังจากฝากฝั่งฮอลีวูด



การใช้กล้องระบบดิจิตอลถ่ายทำในภาคแรกโดยไม่ใช้ฟิล์มทำให้ภาพและมุมกล้องแสดงตัวตนว่าเป็นหนังนอกกระแสอย่างเต็มตัว การมีงบอย่างประหยัดวิธีการนำเสนอก็ต้องคิดเยอะขึ้น หลายๆซีนในภาคแรกฉลาดที่จะถ่ายหลบเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยซากประหลักหักพักและซอมบี้เต็มเมือง ด้วยการถ่ายภาพสะท้อนจากกระจกรถยนต์ที่แล่นผ่าน ด้วยพล็อตเรื่องที่ใหญ่คับประเทศแต่ทำออกมาได้เชื่อสนิทใจ การทำให้เมืองหลวงระดับลอนดอน ล้างโดยไม่มีผู้คนได้ถือว่าแน่มากๆ แค่คิดก็สนุกแล้ว ผลตอบรับถล่มถลาย รายรับในภาคแรกมากกว่าต้นทุนหลาย10เท่าตัว จนทำให้เกิดภาคต่อของเชื้อซอมบี้ที่วิ่งเร็วกว่าซอมบี้ภาคไหนๆ


การเกิดของ 28 WEEKS LATER ภาคต่อที่ทำได้ไม่แพ้ภาคแรกเลย ด้วยงบประมาณที่เยอะขึ้น กล้าที่จะคิดและ กล้าที่จะทำมากขึ้น ความสนุกก็ยังคงอยู่ครบ พล๊อตเรื่องมีเหตุและมีผลพอที่จะเชื่อและตามตัวละครไปโดยไม่มีข้อกังขาว่าทำไมตัวละครต้องทำยังงั้น ทำอย่างี้ ถ้าเป็นเรา เราจะทำแบบนั้นจะทำแบบนี้ พล๊อตตีกรอบไว้โดยให้เราต้องเดินตามแบบไม่ฝืนธรรมชาติ


ในทุกๆนาทีที่อยู่บนแผ่นฟิล์มความสนุกเปื้อนเลือดสาดใส่คนดูแบบไม่คิดชีวิต เราคนหนึ่งที่โดนสาดใส่เข้าอย่างจังและติดเชื้อไวรัสเข้าเต็มตา จนอยากจะให้คนอื่นที่ได้อ่านได้ติด(ใจ)กับเชื้อไวรัสที่มาพร้อมกับความน่ากลัว ...กลัว ... กลัวใจตัวเองว่าโดนเชื้อไปแล้วจะห้ามใจไม่อยู่จะพาขาและตัวไปดูเรื่องนี้อีกรอบในเวลา 28 HR.

Tuesday, May 1, 2007

ต้นกล้าสถาปัตย์ : Leap to the Future

ชื่อเรื่องเป็นแนวคิดของงาน สถาปนิก '50 ที่จัดขึ้นทุกๆปีที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นงานที่เราต้องไปเป็นประจำ ในงานไหน ก็จะมีการเปิดตัวสินค้า วัสดุใหม่ๆ แนวคิดใหม่ๆ มีบูทสวยๆ มีพริ๊ตตี้ ให้ชม ก็คงไม่แตกต่างกับงานแสดงสินค้าทั่วๆไป แต่คนชอบแต่งรถก็ชอบไปงานแสดงยานยนต์ คนชอบแต่งบ้านก็ชอบไปงาน BIG ...คนชอบแต่งงานก็ไปงานWedding ก็ว่าไป
งานสถาปนิกที่เรารุ้สึกว่าแตกต่างจากงานแสดงสินค้าอื่นๆก็คือ มีการประกวดบูท ในงานก็จะมีบุทสวยให้ชม ศิลปะกับธุรกิจก็จะอยู่เป็นเพื่อนกันในงาน ในปีผ่านๆมาเราเดินชมงาน เราก็จะเห็นถ้วยรางวัลรูปร่างเล็กแต่ยิ่งใหญ่ในด้านจิตใจวางอยุ่ตามบูทที่สวยๆ ความฝันของเราก็เริ่มก่อตัว และยิ่งเดินมาหลายๆปีก็อยากจะมีบูทที่เราออกแบบเองตั้งอยู่ในงานสถาปนิกกับเค้าบ้าง ความฝันของเรายังเลื่อนลอยไร้เสาเข็ม มีแต่เกือบๆแต่สุดท้ายก็ไม่ได้

แต่เชื่อหรือไม่ว่า ตอนนี้ความฝันของเราตั้งอยุ่ในงานสถาปนิก '50 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ต้นเดือนเมษาเสียงปลายสายเป็นเอก(รุ่นน้อง)โทรมาชักชวน เรารีบตบปากรับคำ โอกาสไม่ได้มากันบ่อยๆแต่เนื่องจากความยากของบูทนี้คือเรื่องของระยะเวลา ลูกค้าตัดสินใจจะทำบูทในระยะเวลากระชันชิด มีเวลาทำแบบไม่ถึงอาทิตย์แถมด้วยติดสงกรานต์อีก5วัน กว่าจะสรุปราคากันได้เหลือเวลาแค่ 1 อาทิตย์ในการสร้างจิง ก่อนงานจะเริ่มในวันที่ 1 พ.ค.50 งานนี้เรากับเอก ลงทั้งตัวและก็เอาความฝันเป็นเดิมพัน ลงคุมเองทุกขั้นตอนเค้าเรียกว่าทำงานถวายหัว(ใจ)
เราว่าการทำงานบูทเรื่องระยะเวลาสั้นๆคงเป็นเรื่องปกติ เราต้องปรับตัวเข้ากับความปกติ และตอนนี้เรารู้จักมันแล้ว จากกระดาษสู่งานจิง ความยาวของเส้นแนวนอนในกระดาษไม่ถึง 5 เซนติเมตร มันจะกลายเป็นเส้นแนวตั้ง(ฉาก)กับพื้นโลกสูงเป็น 5 เมตร

มาดูการทำงานใน 1 อาทิตย์ที่สร้างจิงกันว่าความฝันของเราและเอกออกมาในรูปแบบไหนและหน้าตามันจะสวยจะหล่อจนกรรมการเค้าจะเอาสายสะพายมาคล้องให้หรือป่าว










วันที่ 1 เริ่มงานวันแรกเราใช้โรงงานพี่หมอมาเป็นการทดลองขึ้นบูทเรานัดกันวันจันทร์ที่23 เมษา ทางลูกค้าเอางานไปทำมาช่วงเสาร์ อาทิตย์ ได้มาประมาณ 10%




































































วันแรกจบลงอย่างรวดเร็ว งานขึ้นไปอย่างน่าพอใจพี่โทนี่(ลูกค้า)เอาช่างและคนมาเยอะทำให้งานคืบหน้าไปมาก









วันที่ 2 อังคารที่24 เมษา ลุยกันต่อไม่มีเวลาให้คิด











บรรยากาศหน้าโรงงานพี่หมอ มองไปไม่ค่อยหน้าไว้ใจ ฟ้านึกคลึ่ม และท้ายที่สุดฝนตกลมแรง วันที่2ผ่านไป เม็ดฝนและเม็ดเหงื่อก็ยังคงทำงานไปพร้อมๆกัน






วันที่3 พุธที่25 เมษา เราตกลงกันว่าจะทำงานลองขึ้นจิงเป็นวันสุดท้าย แล้ววันพรุ่งนี้เราจะลื้อแล้วจะเตรียมขนของเข้า อิมแพ็ค
























วันที่ 4 พฤหัส ที่26 เก็บสี พร้อมแพ็คของเตรียมเดินทางสู่ที่ตั้งจิง






















วันที่ 5 ศุกร์ที่ 27 เช้ารถ 6 ล้อมาขนของแต่เช้าเพื่อจะเอาไปติดตั้งวันแรกที่อิมแพ็ค ทำได้ตั้งแต่ เที่ยงวันจนถึงเที่ยงคืนวันต่อไปอีก3วันจนถึง 30ทำได้ตั้งแต่ 9โมงเช้าจนถึงเที่ยงคืนถ้าจะทำต่อหลังเที่ยงคืนทางอิมแพ็คคิดชั่วโมงละหมื่น



















วันที่6 เสาร์ที่28 เมษา ขึ้นจิงเป็นวันที่2 อุ่นใจขึ้นเยอะเพราะได้ลองซ้อมขึ้นมาอย่างดีปัญหาหน้างานก็น้อยหน่อยเพราะไปเจอตอนอยู่โรงงานพี่หมอแล้ว แต่ปัญหาที่มองไม่เห็นก็ออกมาให้เห็นเรื่อยๆเป็นเรื่องปกติของปัญหาที่แสดงตัวว่าปัญหามีตัวตนจิง















วันที่7 อาทิตย์ที่29 ก่อนวันสุดท้ายวันนี้ผนังเฟอร์ไม้เข้า ช่างไฟเข้า มันยุ่งวุ่นวายเพิ่มขึ้นแต่มันเป็นนัยยะว่างานก็จะใกล้เสร็จ




































วันที่8 วันสุดท้ายวันจันทร์ที่30 เมษา ทุกอย่างต้องจบก่อนเที่ยงคืน




























ภาพถ่ายตอนเที่ยงคืนของวันที่ 30 เมษา งานเสร็จไปประมาณ99% งานสถาปนิกเริ่มวันที่ 1 - 6พ.ค. งานนี้ทุ่มทั้งตัว จนเสร็จสิ้นจนออกมาเป็นความฝันขนาดความสูง5.60 ม. กำลังคนจำนวนมหาศาลกับมันสมองของฝีมือช่าง ความเอาใจใส่ของพี่โทนี่และพี่ตั๊ก ทุกอย่างทำขึ้นเพื่อธุรกิจ ทุกคนมีจุดมมุ่งหมายไม่เหมือนกัน พี่โทนี่ก็คาดหวังกับลูกค้าที่เดินเข้ามาโยนงานระดับหลักล้านเป็นผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกับการลงทุนทำบูท สารพัดช่างก็ทำให้จบตามคำสั้งเจ้านายตลอดจนถึงโอทีที่จะได้ไปเลี้ยงครอบครัว เราเองกับเอกแค่นี้คงมีความสุขที่มันออกมาจากกระดาษมายืนท้าสายตาดึงดูดผู้คนให้มาเข้าบูทแค่นี้ ความสุข(ใจ)ก็มากพอไม่รู้จะใช้หน่วยไหนมาวัดค่าของมัน