Wednesday, May 13, 2009

หน้าที่ 9


  หาแรงบันดาลใจในสปาเก็ตตี้ (ต่อ)
  


        ถ้าเปรียบของดีไซน์ทุกอย่างบนโลกใบนี้ เป็นน้ำ มันไม่ต่างจากคนที่กระหายน้ำ รอคอยเพื่อที่จะทำให้ร่างกายมันกระชุ้มกระชวย  นักออกแบบมักจะเสพและติดกับของดีไซน์   ขาดไม่ได้ ยิ่งได้เห็น ยิ่งได้ดู ยิ่งได้ยิน ยิ่งได้ทำ จากการบริโภคน้ำเข้าไปมากๆ จากน้ำ มันจะกลายเป็นไฟ 

       งานมิลานแฟร์ จะมีทุกปี ช่วงเดือน ประมาณเมษา  ปีนี้จัดขึ้นวันที่ 22 -27 .04.09  สถานที่จัดงาน อยุ่ที่ Fiera Milano,Rho  อยู่นอกตัวเมืองมิลานไปประมาณ ครึ่งชม ถ้าเดิินทางโดย รถไฟ (Metro แต่ที่อังกฤษ เรียก Underground หรือมีแสลงว่า Tube)  สถานที่จัดงานยิ่งใหญ่และสวยงามสมคำล้ำลือ ถ้าเปรียบเทียบแล้วให้นึกภาพออก ก็คล้ายๆอิมแพ็คเมืองทองธานีบ้านเรา แต่ใหญ่กว่าประมาณ 3-4เท่าตัว ที่นี้มีฮอร์แสดงงานทั้งหมด 24  ฮอล์ แยกเป็นอาคารทั้งหมด 8 อาคาร แบ่งเป็น 2 ฝั่ง มีทางเดินที่เชื่อมอาคารอยู่ตรงกลาง มีความยาวเป็นกิโล ทางเดินเชื่อมมี2ชั้น  ชั้นด้านบน ปกคลุมไปด้วยหลังคากระจกใสออกแบบคล้ายๆเกลียวคลื้นที่คลุมยาวตลอดทางเดิน สวยเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกล ขนาดถึงขั้นว่ากระต่ายบนดวงจันทร์ยังต้องหยุดตำข้าวชั่วขณะ ( เพราะคุณสามาถมองเห็นคำบอกเล่านี้ได้จาก Google Earth ) 






            ถ้าดูจากการแบ่งโซนของงาน โดยใช้สีเป็นตัวกำหนดว่าสีไหนเป็นโซนอะไร แยกเป็น สีแดง เป็นโซน Classico/Classic  มีอยู่ 4 ฮอล์ , สีน้ำเงิน เป็นโซน Design  มี 6 ฮอล์ , สีชมพู เป็นโซน Moderno/Modern  มี 4 ฮอล์ ,  สีเหลือง เป็นโซน Euroluce  มีิอยู่ 6 ฮอล์ และ ที่น่าสนใจมากๆ คือ สีเขียว มีแค่ 1 ฮอล์ เป็นฮอล์ที่เกี่ยวกับผลงานของนักออกแบบอิสระ  ที่นักออกแบบต้องส่งผลงานมาให้ทางคนจัดงานเลือกเข้ามาแสดงงาน  หลายงานสดและน่าสนใจ และไปพัฒนาต่อได้อีกมากมาย ซึ่งจะแตกต่างจากฮอล์ต่างๆที่มาจากรูปแบบบริษัท  ที่ความคิดมันสมบูรณ์และพร้อมขาย 







       งานมีจัดทั้งหมด 6 วัน เรามีโอกาสไปงานแค่ 2วัน จำนวนวันทั้งหมดที่เราอยู่ในอิตาลี คือ 4 คืน 5 วัน จำนวนวันที่เหลือเราก็ไปใช้เวลากับ Gallery และ Exhibitions ต่างๆในเมืองมิลาน หรือสถานที่สำคัญต่างๆ    Gaku หรือ เรียกง่ายๆว่า กากู  เป็นชื่อเพื่อนที่ร่วมหัวจมท้ายมาด้วยกัน  กากูไม่ได้จบด้านออกแบบใดๆทั้งสิ้น แต่มีความสนใจในของดีไซน์  กากูเป็นหนุ่มญี่ปุ่นที่มีใจรักในการเดินทาง ชอบเดินทาง และหาอะไรใหม่ๆเข้าตัวเสมอ  คนญี่ปุ่นเท่าที่เราสังเกตุและรู้สึกชื่นชมในความเป็นระบบระเบียบในด้านความคิด เป็นขั้นเป็นตอน สังเกตุได้จาการท่องเที่ยว การทำการบ้านมาอย่างดี ข้อมูลแน่น  โดยส่วนตัว เราจะทำการบ้านไประดับหนึ่งบางอย่างเราไปหาเอาข้างหน้า มันอาจจะเป็นนิสัยไม่ดีในการเดินทาง  แต่เรารู้สึกชอบและติดใจในอารมณ์ที่ต้องค้นหาและดิ้นรน และรู้ผลลับในสถานการณ์นั้นๆ     

        ทุกๆเช้าก่อนออกจากโรงแรม การเปิดแผนที่และวางแผนในการเดินทาง ว่าวันนี้เราจะไปไหน ที่ไหนเปิด ที่ไหนปิด ทำกันอย่างเป็นจิงเป็นจัง เพราะเวลาเรามีน้อย การจัดสรรเวลาเป็นสิ่งสำคัญ  เราเลือกที่จะไปเดินงาน 2 วัน คาดเดาอนาคตคร่าวๆ ว่าเดินยังไงก็ไม่ทั่ว เพราะโดยขนาดของพื้นที่กับเวลา และสิ่งที่สนใจ มันไม่เท่ากัน  การเดินดูแบบผ่านๆ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด  นอกจากบางชิ้นงานที่น่าสนใจจิงๆ ก็จะดูอย่างละเอียด













      บุทแสดงงานแต่ละบุทออกแบบได้สวยงามและที่สำคัญ ของที่เอามาโชว์ในงานนี้สิ สวยไม่แพ้กัน รุ้สึกได้เลยว่าการแข่งขันที่นี้สูงมากๆ  ช่วงระหว่างเดินดูงานเกิดความรุ้สึกว่า นี้คือศุนย์กลางของพายุดีไซน์ที่พัดสมองเราจนหัวหมุน เพราะหลายชิ้นคือต้นแบบ และอีกไม่นานหลายประเทศก็คงไปก๊อปปี้แบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ   
      พายุดีไซน์ลูกใหญ่ที่พัด หลังคากระจกเกลียวคลื้นให้แผ่รัศมีวงกว้างจากศุนย์กลางที่มิลาน  ขยายตัวไปเป็นระลอกคลื้น จาก ยุโรป สู่ ทวีป ต่างๆ ตามระยะเวลา เริ่มเทรนใหม่ที่นี้กว่าเกลียวคลื้นจะพัดไปถึง ก็ไปใหม่อีกที่ แต่คงเป็นเทรนที่เก่าไปแล้วจากจุดเริ่มต้น 



   


       ด้วยสมการที่ว่า เวลา2 วัน ลบจำนวนฮอร์ทั้งหมด คูณด้วยความน่าสนใจ เท่ากับ 
        ฮอร์ที่เดินได้ ทั้งหมด 10 ฮอร์ ในเวลา2 วัน  เหลืออีก 14 ฮอร์ที่ไม่ได้เดินไปดู!!!   

  ความพยามจนถึงที่สุด ถ้าเปรียบระยะทางที่เดินในงานทั้งหมด 2 วัน  หลายสิบกิโล (ถ้าไม่ติดว่าซื้อตั๋วเครื่องบินขากลับไว้แล้วนะ) คงเดินกลับใกล้ถึงลอนดอนละ  

     ของที่ระลึกที่ได้จากงานที่เราคิดว่ามีค่าสำหรับเราในอนาคตคือ โบชัวหรือเอกสารที่เกี่ยวกับชิ้นงานในแต่ละบุท  หลายคนเอาไปก๊อปปี้ แต่สำหรับเรา เราคิดว่า "นักออกแบบที่ดี ก็คือนักพัฒนาที่ดี " พัฒนาจากธรรมาชาติสู่สมองมนุษย์ หรือจากสมองมนุษย์สู่สมองด้วยกันเอง  แล้วแต่จะพัฒนาไปในด้านไหน  การชื่นชมชิ้นงาน หรือศิลปินนั้นๆ ก็จะมีอิทธิผลในงานที่ออกมา จากรุ่นสู่รุ่น  งานยุค 2000 อาจจะไปคล้ายหรือมีอิทธิผลมาจากยุค 70 - 80  แล้วแต่ นักพัฒนา 

     หลังจากห่างหายวงการออกแบบไปหายเดือน เนื่องจากมาเรียนภาษาก็ไม่ได้จับงานดีไซน์เลย การได้ไปกระตุ้นต่อมอยาก  ให้มันไม่หลับ และให้มันตื่น และลืมตาดูโลก ว่ามนุษย์พัฒนา กำลังคิดและทำอะไรกัน 

  
        บางที กระต่ายบนดวงจันทร์อาจจะไม่ได้ตำข้าวเพราะความหิว 
        แต่เพียงแค่ตำข้าวให้มันกลบเสียงที่ดังจากสมองที่มันขบกันของนักพัฒนา ก็เท่านั้นเอง   




ขอบคุณ  กากู  ทูน่า พี่ช้อง น้องการณ์  วิ    ที่ช่วยสร้างสรรความฝันที่สัมผัสได้  
ขอบคุณมากมาย   ทูน่าที่ค่อยช่วยเหลือเรื่องขอวิซ่าเชงเก้น  และแผนที่มิลาน ที่มีไว้เพื่อยึดเหนียวจิตใจ

Tuesday, May 5, 2009

เข็มกระดิก



  บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าเข็มนาฬิกาที่บิกเบนเคยหยุดเดินบ้างไหม?



      "เวลาไม่เคยรอใคร" ประโยคทองที่ทุกคนรับรู้ดี  หลายคนใช้ชีวิตโดยที่ไม่ให้ความสำคัญกับเวลา เพราะหลายคนไม่ต้องการให้เวลาหยุดรอ แต่ผิดกับหลายคนที่จะพยายามเอาขาขวาล็อคเข็มวินาทีไว้ เอาขาซ้ายยันเข็มนาที และเอามือทั้งสองดันไม่ให้เข็มชั่วโมงกระดิก เหนี่ยวรั้งไม่ให้เวลาเดินหนีไปไหน หรือถ้าให้มันหยุดเดินไปได้ก็คงให้มันหยุดและตายลงที่วินาทีนี้เลย   เวลาไม่เคยสนใจว่าคนอื่นๆเค้าจะทำอะไรกัน  มันเดินหน้า มันไม่เคยรอใคร และมันก็ไม่มีเหตุผลต้องให้รอใครด้วย  ไม่มีบุคคลพิเศษคนไหน หรือมีค่ามีต่ำแหน่งใหญ่โตเท่าไร  ที่สำคัญพอที่จะให้เวลามาหยุดรอ  ทุกอย่างยังต้องเดินต่อไป  จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากเด็กเป็นผู้ใหญ่ จากผู้ใหญ่กลายเป็นคนชรา และท้ายที่สุด จากคนชรากลับกลายเป็นร่างที่ไร้ซึ่งลมหายใจ ในตอนนั้้นสารพัดเข็มก็ยังกระดิก

     ครบรอบเดือนที่4  ทุกอย่างที่นี้หมุนตามความเร็วเท่าที่เมืองไทย แต่ทำไมมันถึงผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน  มีหลายคนบอกว่ายิ่งเราอยู่กับความสุข เวลามันจะผ่านไปเร็ว น่าสงสารตัวเองตอนที่มีแต่ความทุกข์ เข็มวินาทีไม่แทบกระดิกเลย ไม่ใช่อยู่ที่นี้ไม่มีความทุกข์ ความลำบาก มันไม่แตกต่างจากที่เมืองไทย ทุกอย่างผสมปนกันไป ทั้งสุข ทั้งดิบ  เราหวังว่าเข็มนาฬิกาที่บิกเบน คงเดินตรง ไม่ช้าและไม่เร็วไปสำหรับเรา




     ช่วงที่ผ่านมามีเรื่องยุ่งๆเยอะแยะที่ผ่านเข้ามาในชีวิต บางเรื่องเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่บางเรื่องก็สร้างมันขึ้นมาเอง ไม่สร้างก็ไม่ได้เพราะอยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกับความฝันที่ฝันไว้ คงเหมือนกับหลายคนที่ก่อนออกเดินทางไปไหนซักที่ เราก็ต้องคิดไว้ก่อนว่า ไปถึงที่นั้นแล้วเราจะทำอะไรบ้างว่าไปเป็นข้อๆ 1. 2. 3. 4.  ว่าไป บางข้อมีโอกาสทำได้ก็ทำ บางข้อยังทำไม่ได้ก็หาโอกาสต่อๆไป บางข้อก็เหมือนความฝัน ทำได้ก็จะเก็บอยู่ในทำเนียบของความฝัน 

      ว่าแล้วก็เริ่มด้วยเรื่องที่จัดเก็บอยุ่ในทำเนียบของความฝันเรื่องที่หนึ่งเลยละกัน

 
    หาแรงบันดาลใจในสปาเก๊ตตี้    

 " I  Saloni Milano " หรือ ชื่อเต็มว่า" Salone Internazionale del Mobile " หรือ ชื่อที่คนไทยเรียกกัน " Milan Fair "   คนที่อยู่ในแวดวงการออกแบบภายในหรือเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ต่างๆ คงรู้จักดี เป็นงานแสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุด หลายแบนด์ดังเปิดตัวคอร์เล็คชั่นใหม่ๆ และงานนี้เป็นที่ศุนย์รวมของเหล่านักออกแบบจากทั่วทุกมุมโลก เป็นสัปดาห์สำคัญที่คนในวงการรอคอย  

  

 

    
                                                                         อ่านต่อหน้า 9