Thursday, March 29, 2007

คีย์บอร์ดเสีย

"ข้อความที่จะอ่านต่อไปนี้เป็นงานทดลอง"

ใช้คำว่า"ทดลอง" แสดงว่าผลที่ได้ _บยังไม่แน่ใจว่าจะออ_มาใน_ปแบบไหน นั้นไม่สำคัญเท่า_บเ_าได้คิดที่จะทดลองมัน ตัวอั_ษ_ที่เห็นมันจะทำปฎิ_ _ยา_บสายตาป_ะมวณผลออ_มาทางความคิดโดยที่ไม่ต้องเอาตัวหนังสือของเ_าไปเข้าห้องแล็ป เอา_ล้องส่อง หรือ เอาไปโดนความ_อน_อเวลาให้ถึงจุดเดือด งานทดลองของเ_าใช้เพียงแค่ความ_สึ_ สังเ_ต และ จับผิด

หลอดแ_วใสๆหลายหลอดแขวนคอตัวเองเหนือความ_อน ปา_แ_วมีควันออกมาเป็น_ะยะ น้ำใสสีในหลอดเดือดคิ้น_นหนีความ_อน บาง_ายหนีได้_ _ะเหย_ลายเป็นควัน บาง_ายหนีไม่ได้_ทุขท_มานอยู่ใต๊_นหลอดต่อไป ชายหนุ่มหัวยุ่งแต่หัวดี_ลังหยิบของเหลวอีกหลอดเท_วมกัน เค้า_ลังทดลองหาแหล่งที่มาของตัวอั_ษ_บางตัวมันหายไป ชายหนุ่มเพิ่งสังเ_ตุเห็นว่าข้อความบางข้อความมีตัวอั_ษ_โป_งใส มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ทำให้ข้อความที่ ค_.พยายามสื่อไปหาคนที่_ต_หล่น ค_.ไม่เคยคิดมา_อนว่าตัวอั_ษ_เหล่านี้สำคัญต่อมนุษย์โลกมา_ขนานนี้ ทำให้ด_.อยู่ในห้องทดลองเป็นเวลาแ_มปีเพื่อจะให้ตัวอั_ษ_เหล่านั้นมองเห็นด้วยตาเปล่า และสัมผัสได้ด้วย_ายและใจ ค_.เล่าให้ฟังว่าแต่_อนไม่เคยคิดเลยว่าตัวอั_ษ_พว_นี้มันจะหายไป จนวันหนึ่ง ด_.ตื่นตอนเช้าหันมองหญิงสาวที่นอนหลับไหลอยู่ ค_.ชอบมองเวลาที่เธอหลับตาหาความฝัน เธอสะ_ดชายหนุ่มที่อยู่ต_งหน้าโดยไม่ต้องจองตา แต่_เป็น_า_จองมองเธอเป็นเช้าสุดท้าย หญิงสาวไม่ได้ตื่นลืมตามาดูโล_อี_เลย ค_.จดจำอิ_ยาบทของหญิงสาวในทุ_ทุ_เช้าได้อย่างแม่นยำ การจา_ไปของเธอเอาตัวอั_ษ_บางตัวไปด้วยค_.ไม่พบและหาไม่เจออี_เลย ค_.เลยเ_มเข้าห้องทดลองจนถึงทุ_วันนี้ _ยังไม่ออ_มาจา_ห้องนั้นอี_เลย ค_.ยังทดลอง ทดลอง ทดลอง และทดลอง ค_.ไม่_เลยว่าตัวอั_ษ_เหล่านั้นมันไม่ได้หายไปไหนมันยังอยู่ในใจที่ไม่เต้นของหญิงสาวตลอดเวลา

ไม่ได้ตั้งใจจะเว้นช่องตัวอั_ษ_ที่ขาดหายแต่มันพิมพ์ตัวที่ขาดหายไม่ได้จิงๆ เป็นเพ_คีย์บอร์ดเสียและพิมพ์ไม่ติด
จบ_า_ทดลองลองเอาตัวอั_ษ_ที่ขาดหายมา_วมเป็นคำ จะได้_ว่าคำ คำนี้มีอยู่จิง?







คำถาม : ตัวอักษรที่ขาดหายเอามารวมเป็นคำ จะได้คำว่าอะไร ?

Sunday, March 18, 2007

The lives of others



หลังจากไม่ได้เข้าโรงหนังมาหลายอาทิตย์ เลยไม่รู้กระแสหนังในกระแสและนอกกระแส เลยหยิบโทรศัพท์โทรถามผู้เชียวชาญ เอาไว้ประกอบการตัดสินใจ "ตูน"คือปลายสาย ตูน เป็นผู้รอบรู้เรื่องหนังทั้งในและนอก ตูนให้ข้อมูลคราวๆ " Babel" เหลืออยู่ที่ลิโด้ รอบเดียว 4 โมงเย็น ดูเวลาคงไม่ทัน หนังยาว เครียด แต่สนุก อีกเรื่องก็ " The lives of others " หนังรางวัลเพียบๆ ล่าสุดก็ ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ออสการ์ ปีล่าสุด (สาขารางวัลนี้คัดเรื่องจากหนังทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย เมือปีก่อน มหาลัยเหมืองแร่ ปีที่ผ่านมาไทยส่ง อหิงสาจิ๊กโก๋มีกรรมเข้าประกวด) เราถามกลับเป็นคำถามแรกว่า มีซับไหม เนื่องจากหนังเป็นของเยอรมัน ตูนบอกมี หนังสนุกดูสบาย หรือแบบว่าสนุกๆเลยนะ "300" ภาพสวย ตูนทำหน้าที่เสร็จสิ้น อธิบายเหมือนเด็กเชียร์แขกหน้าตู้ จบบทสนทนา ไอ้ตูนก็ไม่รู้ว่าเราจะดูเรื่องไหน รวมถึงตัวเราด้วย


หน้าโรงหนังลิโด้มีหนังให้เลือกซื้อเลือกหากันหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นก็มี "The Queen" หนังรางวัลอีกเรื่อง ลิโด้เป็นอีกโรงที่รวมหนังนอกกระแสไว้เพียบ ชาวต่างชาติ เยอะพอกับคนไทย บรรยากาศเหมือนโรงหนังสมัยแฟนฉัน ตั๋วยังคงเอกลักษณ์ รวมถึงชุดพนักงาน ไม่ได้มาเป็นครั้งแรก แต่ยังรู้สึกทุกครั้งที่พบเห็น

" The lives of others" คือหนังที่เราเลือก มีชื่อไทยว่า "วิกฤติรักแดนเบอร์ลิน" แค่ชื่อก็กินขาดล่ะ หนังเล่าย้อนไปสมัยก่อนกำแพงเบอร์ลินจะล่มสลาย เยอรมันตะวันออก กับเยอรมันตะวันตก สมัยนั้นความไว้เนื้อเชื่อใจ หาไม่ได้แม้กระทั้งคนรัก หนังเล่าในมุมของการปกครองของรัฐบาลเยอรมันตะวันออก ไร้ซึ่งอิสระเสรี ความมั่นคงเป็นใหญ่ ความขัดแย้งทางด้านคิด การเมือง นำพาไปสู่การสอดแนม สายลับ หนังทำให้เราติดตามไม่ละสายตาจากภาพเคลื่อนไหวตรงหน้า


จุดเด่นที่เราชอบของหนังเรื่องนี้ คือโทนสีของหนังทั้งหมด รวมถึงสีเสื้อผ้า ฉาก บรรยากาศ อยู่ในโทนสีเทา เบส ขุ่นๆ มันทำให้หนังที่ดูเกิดความลังเล สับสน ไม่แน่ใจในการตัดสินใจ ถ้าใครชอบหนังแนว สืบสวน สอบสวน ชิงไหว ชิงพริบ คงชอบหนังเรื่องนี้


หลังจากออกจากโรงก็ต่อสายตรงไปหา ตูน อีกที่เพื่อถามและแลกเปลี่ยน หนังทำให้เราสับสนว่าทำไมตัวละครถึงต้องตัดสินใจเช่นนั้น ตูนให้คำตอบแบบไม่แน่ใจกับมาเช่นกัน หนังไม่ได้พูดถึงจิตใจตัวละครในช่วงนั้น เว้นช่องว่างให้คนดูได้คิดและวิเคราะ ในสถานการณ์ที่กำลังสับสน


หนังนอกกระแสในเมืองไทย ทำให้บ่ายวันอาทิตย์นี้มีสีสันขึ้นมาไม่น้อย ถ้าใครเคยกินอาหารรสชาติเดิมๆ ลองเปลี่ยนมากินอาหารแปลกๆดู เพื่อจะทำให้ต่อมรับรสในด้านที่ไม่ได้ใช้ ได้รับรสบ้าง เดี่ยวมันจะด้านชา จนไม่รู้เลยว่าด้านนี้ก็มีของอร่อยเหมือนกัน







ข้อมูลเพิ่มเติ่ม http://www.apexsiam-square.com/

Thursday, March 15, 2007

ความทรงจำลอยฟ้า

" ไอ้เล็กตื่น ตื่นได้แล้ว มึงจะนอนกินบ้านกินเมืองไปไหน " เสียงผู้ให้กำเนิดปลุกลูกชาย

เล็กไม่ได้เป็นคนนอนตื่นสายอย่างที่คนอื่นเข้าใจ แต่เพียงเหตุผลที่ตื่นไม่ตรงเวลาก็เพราะเครื่องปลุกเวลานอนของเล็กถ่านหมด เล็กเริ่มใช้นาฬิกาส่งเสียงเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่ก่อนเล็กตื่นตรงเวลาเพราะเสียงเครื่องบินปลุก หลังจากย้ายเครื่องบินที่สนามบินดอนเมืองออกไป เล็กก็ตื่นสายแต่เช้า

ตี 4 เวลาลืมตาของร้านขายก๋วยเตี๋ยวของเล็ก ร้านเล็กอยู่มุมถนนตรงข้ามสถานีรถไฟดอนเมือง ลูกค้าส่วนใหญ่ก็พนักงานที่ทำงานในสนามบินและคนมาใช้บริการรถไฟ ที่สำคัญใกล้หอพักและตลาดสด แม่ของเล็กมีแผงขายหมูอยู่ในตลาด

แต่ก่อนเล็กยังไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการเขาเข็นผักอยู่ในตลาดสี่มุมเมือง แม่ก็ขายหมูอยู่ในตลาดเหมือนกัน แล้วก็โชคชะตาฟ้าลิขิตให้ได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่สถานีรถไฟดอนเมือง แม่ยังคงอาชีพเดิม แต่เล็กได้กัดฟันลงทุนด้วยเงินกู้ของชาวบ้านเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวที่ชื่อว่า ชายเล็กบะหมี่หมู เล็กอยากเป็นคุณชายมานานแล้วและเล็กอยากขายเนื้อวัวด้วย แต่ด้วยที่แม่ขายหมูและนับถือเจ้าแม่กวนอิม หมูจึงกลายเป็นคำตอบสุดท้าย

ช่วงที่สนามบินดอนเมืองยังมีเครื่องบิน ร้านของคุณชายเล็กก็ขายดีลูกค้าติดใจในน้ำซุปที่หวานกลมกล่อม เนื้อหมูที่หมักมาอย่างพิถีพีถัน วัตถุดิบส่วนใหญ่ได้มาจากตลาดสดที่แม่ขายหมูอยู่ ผักได้มาจาก ร้านเจ๊ติ๋ม เครื่องปรุงจากร้านตาเบิ้มท้ายตลาดติด กับร้านป้าแจ่มขายกะทิ ส่วนใหญ่ก็สนิทกับแม่ของเล็ก เล็กก็เจอหน้าพวกลุงๆน้าๆทุกวันนับถือกันจนเสมือนญาติห่างๆ

( เสียงเครื่องบินลง )

ลูกค้ามีทั้งขาประจำและขาจร หอพักที่ใกล้กับร้านคุณชาย ส่วนใหญ่เป็นพนักงานที่ทำงานในสนามบิน และพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน แต่ลูกค้าที่เล็กเฝ้ารอคอยคือพนักงานต้อนรับสาวสวยของสายการบินแถบเอเชีย

นก เพิ่งเป็นแอร์ฯ ได้ไม่นาน หลายครั้งที่ เล็กอาสาเดินถือก๋วยเตี๋ยวชามหวานขึ้นไปเสิร์ฟถึงหน้าห้อง และอีกหลายครั้งที่ เธอพาเพื่อนๆมากินกันจนเต็มร้าน

เล็กกับนกพูดคุยกันบ้างตามประสาพ่อค้ากับลูกค้า แต่เวลาของเล็กมีไม่มากพอที่จะรู้จักนางฟ้านกคนนี้ เมื่อรัฐบาลยุคเหลี่ยมจัดสั่งอนุมัติการเปิดสนามบินแห่งใหม่ สิ่งนี้คือความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน แต่ เล็ก คือคนหนึ่งที่ไม่ค่อยภูมิใจเท่าไร กับการพรากความรักของเขาไปอยู่ไกลถึงหนองงูเห่า เล็กต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว เล็กบอกและให้กำลังใจตัวเองว่า

" การเดินทางไปดวงจันทร์ถ้าไปไม่ถึงอย่างน้อยก็อยู่ทามกลางดวงดาว " เล็กจำคำคมจากดีเจคนโปรดมาสอนใจ

( เสียงเครื่องบิน ขึ้น )

ภารกิจพิชิตนางฟ้าจึ่งเริ่มขึ้น เล็กไม่ได้ปรึกษาใครเพราะคิดไปคิดมา ก็ไม่รู้จะปรึกษาใครจริงๆ เจ๊ติ๋มขายผักก็มั่วแต่เล่นหวยสนใจแต่ตัวเลข ตาเบิ้มขายเครื่องปรุงก็เอาแต่นั่งเล่นหมากรุกกับกลุ่มวิน มอเตอร์ไซร์ทั้งวัน ป้าแจ่มไม่ต้องพูดถึงรายนั้นติดหวยหนักกว่าเจ๊ติ๋มอีก ขนาดว่ามองกะทิสีขาวๆ เป็นตัวเลขได้ แม่น้อยแม่ตัวเองแท้ๆ หนักที่สุด เปิดโต๊ะจดหวยหลังร้านแผงขายหมู

แม่เคยบอกว่า "ขายหมูกำไรน้อย มันบาป ฆ่าสัตย์ตัดชีวิต อันนี้ไม่มีใครตาย" แม่น้อยอธิบายพร้อมกับก้มลงจดตัวเลข บนกระดาษต่อไป

" เส้นเล็กน้ำค่ะ " เสร็จเสียงนางฟ้าหัวใจเล็กแทบละลายในปากและไม่ละลายในมือ น้ำเสียงและแววตาหวานยิ่งกว่า ช๊อคโกแลตเอ็มแอนด์เอ็มซองสีเหลือง เล็กสบตาพอเป็นพิธี ระหว่างลวงเส้นเล็กคิดมุขในการเจรจาภาษานางฟ้า

" เสร็จแล้วครับก๋วยเตี๋ยวหน้าใสกับหัวใจโทรมๆ " เล็กคิด โห !!! โคตรลาวเลย คิดได้ไงเนี่ย

เล็กเริ่มต่อว่าคนเขียนบท ... มันต้องเกี่ยวกับเรื่องเครื่องบินสิ ต้องเกี่ยวกับเรื่องบนฟ้า เล็กทบทวนและบอกตัวเอง ระหว่างที่หยิบหมูหมักรสนุ่มใส่จานพร้อมโรยพริกไทยเป็นอันเสร็จ เล็กคิดว่าปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติก็แล้วกัน

( เสียงเครื่องบินลง )
มือไม้สั่นพอสมควร ในหัวทบทวนและบอกว่าต้องคุยเกี่ยวกับเรื่องเครื่องบิน เรื่องใกล้ตัวเค้าแล้วมาคนเดียวด้วยถ้าไม่คุยตอนนี้แล้วจะไปคุยตอนไหน เล็กเริ่มกดดันตัวเอง

" ชอบกินเส้นเล็กเหรอคับ เห็นมาทุกครั้งก็สั่งแต่เส้นเล็ก "
คุณชายเล็กคิดว่ามันเกี่ยวไรกับ เครื่องบิน เรื่องบนฟ้า ตรงไหนว้าเนี่ย
นกยิ้ม " ค่ะ ก็กินได้ทุกเส้นละค่ะ แต่ชอบเส้นเล็กมากว่า"
เล็กคิด ทำไมไม่ชอบเล็กเฉยๆว่ะเอาเส้นมาทำไม
" เออ..อ.. คุณนกจำสายการบินได้ทุกสายไหมคับ"นางฟ้านกยิ้มแบบ งง งง เรื่องชื่อกับคำถาม
" ก็ เห็นก็จำได้บ้างไม่ได้บ้างค่ะ "
เล็กเห็นว่าเริ่มจะไปได้ดี " เชื่อไม่คับ ว่า ผมจำได้ทุกสายการบินเลย " นางฟ้าตาโตสนใจกับคำอวดอ้าง " จริงๆ นะคับ"

( เสียงเครื่องบินลง )

" นี่ นี่ อันนี้ สายการบินแอร์ฟรานซ์ " เล็กชี้ที่เครื่องบินที่บินลงมาจอด นกคิดว่าใครๆ ก็รู้ว่าเป็นแอร์ฟรานซ์ เพราะข้างเครื่องก็เขียนตัวภาษาอังกฤษตัวโต บอกสังกัด เล็กรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่เป็นความรู้ที่อาศัยครูพักลักจำ เล็กตอนเด็กๆนั้น ชอบเครื่องบินเล็ก ติดเชื้อสายมาจากพ่อ

พ่อของเล็กเป็นนักบิน ขับเครื่องบินอยู่ที่แดนเนรมิตร หลังจากแดนเนรมิตรปิดตัวลง จึงย้ายมาขับที่ดรีมเวิลด์ พ่อของเล็กเสียเมื่อตอนที่เล็กอายุได้ 5 ขวบ แม่จึงย้ายมาอยู่แถวรังสิต พ่อเล็กยังไม่ทันจะขับรถไฟเหาะตีลังกาที่ดรีมเวิลด์เลย ก็จากไปเสียก่อน ไม่อย่างนั้น เล็กก็คงรู้เรื่องรถไฟทุกรุ่นไปแล้ว

( เสียงเครื่องบินลง )

" แล้วลำนี้ละ " หญิงสาวชี้
เล็กยิ้มแล้วบอกว่า " เจแปนแอร์ไลน์ " หญิงสาวเริ่มสนุกกับการลองเชาว์และไหวพริบ
ก๋วยเตี๋ยวที่สั่งไว้เริ่มอืด เล็กมองเห็นโอกาสในการสนิทสนม เล็กบอกหญิงสาว
" เดี่ยวผมทำให้ใหม่ดีกว่าคับ ชามนี้มันไม่ร้อน เส้นมันก็อืดแล้วคับ " นกยื่นชามก๋วยเตี๋ยวให้อย่าง ว่าง่าย นางฟ้านกนั่งมองท้องฟ้า เล็กแอบมองเป็นระยะระหว่างรอเส้นสุก มันเป็นช่วงเวลาที่ดีจริงๆ
" และลำโน่น ละ " หญิงสาวเสนอโจทย์ยาก เมื่อเครื่องบินขึ้นไปได้สักระยะ ทำให้ขนาดที่มองเห็นไกลและลำเล็ก หญิงสาวแอบยิ้มในใจ เล็กเดินถือชามใหม่รสชาติเดิมมาให้ที่โต๊ะสายตาเหลือบมอง
" โห ไกลมาก เดี๋ยวนะ รอให้มันเลี้ยวโค้งก่อน " เครื่องเริ่มโค้งอย่างที่เล็กบอก เล็กใจจดจ่อกับภาพเคลื่อนไหวระยะไกล " นกแอร์ " เล็กตอบ พูดเสร็จเล็กและนางฟ้านกก็หัวเราะ
" รู้ได้ไงอ่ะ " นกยิ้มและงงกับความรู้มากของชายหนุ่ม

หลังจากวันที่ดีที่สุด นางฟ้านกก็ไม่ได้ปรากฏกายมาให้เห็นอีกเลยการย้ายไปของสนามบินดอนเมืองแห่งนี้ก็เงียบเหงา พนักงานส่วนใหญ่ย้ายออกไปกันหมด สภาพจิตใจของคุณชายเล็กตอนนี้นิ่มเหมือนหมูที่แม่หมักทิ้งไว้ข้ามปี ความหวานในน้ำซุปก็จืดจาง หน้าชายเล็กไร้ความรู้สึกเหมือน เจ๊ติ๋มและป้าแจ่มโดนหวยกิน คำพูดสุดท้ายที่ได้คุยภาษานางฟ้ากับนก เล็กยังจำได้แม่น นกชี้ไปที่ เสื้อตัวเองมีโลโก้สายการบินของนกทำงานอยู่แล้วถามว่า " นี้ละสายการบินอะไร? " เป็นรูป หยินหยาง สีแดง น้ำเงิน บนพื้นขาว เล็กยิ้มและให้ความเงียบเป็นคำตอบ

( เสียงหายใจ )

ความทรงจำของเล็กก็กลับมาหลังจากที่รัฐบาลชุดใหม่มีนโยบายให้มาใช้ สนามบินดอนเมือง ควบคู่ไปกับสนามบินสุวรรณภูมิ เล็กรอคอยเสียงนาฬิกาปลุกเคลื่อนที่ รอคอยความหวานของน้ำซุป และรอคอยหัวใจอีกครึ่งดวงที่มีคนขโมยเอาไป ( "โคตรลาวเลย" เล็กเริ่มรับไม่ได้กับคนเขียน )

ไม่ใช่แค่เล็กที่รอคอยการกลับมาของเครื่องบิน คนทั้งชุมชนก็รอคอยการมีชีวิตชีวาอีกครั้ง สนามบินอยู่คู่กับคนดอนเมืองมาเป็นสิบเป็นร้อยปี ผูกพันกันมาหลายช่วงชีวิต เจ๊ติ๋มก็จะได้กลับไปเช็ดพื้นในสนามบิน ป้าแจ่มก็จะได้กลับไปเก็บรถเข็นให้กับนักเดินทาง หลายๆอย่างก็จะกลับไปเหมือนเดิม รวมถึงน้ำซุปของเล็กด้วย

แม้กระทั้งหมาแถวดอนเมือง ก็ยังรอคอยเห่าเครื่องบินเลย








คำถาม : นกทำงานอยู่สายการบินอะไร ?

น้ำตาตัวประกอบ

ลำไย หรือ เจ๊ลำไย เป็นบุคคลที่พระเจ้าไม่ได้มอบความรักลงมาพร้อมกับความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ว่าลำไย รักใครไม่เป็น แต่ลำไยกับพบกับความรักเล่นตลก เป็นเรื่องตลกที่เธอไม่นิยมหัวเราะ ในละแวกบ้านใกล้เคียงกัน สะเดา หญิงสาวที่ยินยอมให้ความรักมาเล่นตลกให้ดูที่บ้านอีกคน ลำไยกับสะเดาชอบนั่งคุยแลกเปลี่ยนมุขตลกของความรักให้กันฟังเป็นประจำ

บ้านเจ๊ลำไยกับบ้านสะเดาอยู่ติดแม่น้ำสายเดียวกัน ห่างกันแค่ไม่ถึง 10 ช่วงพาย ความรักของสะเดาเริ่มและจบลงด้วยการหายตัวไปของ แผน แฟนหนุ่ม ที่ไปเป็นนักร้องลูกทุ่งอย่างที่ตั้งใจไว้ สะเดารอการติดต่อของแผนตลอดเวลา การรอก็มีวันหมดอายุเมื่อคอนเสิร์ตนักร้องดาวรุ่งมีนามว่า แผน ก็มาเปิดการแสดงที่อำเภอใกล้ๆ สะเดานับวันรอคอยที่จะเจอแผน

วันที่รัก เดือนที่รอ พอศอ ที่คิดถึง เช้านี้สะเดานับวันจนจำได้ สะเดาเตรียมของฝากให้กับสามีอันเป็นที่รัก

"จะไปไหนล่ะสะเดา"
เจ๊ลำไยเอ่ยปากถามเมือเห็นสะเดาถือถุงพลาสติกภายในบรรจุน้ำฝนใส แต่งตัวสวยเดินมาหน้าบ้าน

" มาหาเจ๊นี้แหละ ว่าจะชวนไปหาไอ้แผนด้วยกัน รู้ไหมเดี๋ยวนี้มันดังใหญ่แล้ว มันมาเล่นที่งานวัดใกล้ๆเนี้ย "
เจ๊ลำไยยิ้ม

" เจ๊คงไปกับแกไม่ได้หรอก เจ๊ว่าจะเข้ากรุงเทพซักหน่อย ไปหาหลานๆ มันหน่อยเห็นพ่อมันบอกว่า ไอ้ป้อมมันสอบเข้าหมอได้ ว่ากำลังจะออกไปท่ารถพอดีเลย " มาๆ เดี่ยวฉันช่วยถือกระเป๋าให้ สะเดารีบเดินเข้ามาช่วย

ท่ารถขนส่งขนย้ายทั้งคนทั้งของ เข้าออกทั้งวันทั้งคืน เจ๊ลำไยมองหาตัวเลขรถบนกระดาษโดยสารระหว่างนั้น สะเดาได้แยกไปขึ้นรถเพื่อจะไปให้ทันเวลาหางเครื่องออก เจ๊ลำไยหยิบหนังสือขายหัวเราะ มาเพิ่มอารมณ์ขันระหว่างรอ

" เจ๊ นั่นเจ๊ลำไยหรือป่าว "
ชายหนุ่มผมสั้นถือกระบะใส่ต้นไม้แคระทัก เจ๊ลำไย ละสายตาจากการ์ตูนลายเส้น มองชายหนุ่ม

" อ้าว ต้น ต้นจะไปไหนเหรอ " ชายหนุ่มวางกระบะลงข้าง แล้วนั่งคุยกับ เจ๊ลำไย หลังไม่ได้เจอกันมานาน

" พอดีผมทำงานที่โครงการหลวงบนดอย ครับ เลยมาอยู่ที่นี่ " เจ๊ลำไยตั้งใจฟังเสียงชายหนุ่ม

" อ้าวแล้วจะเอาต้นกระบองเพชรไปไหนละเยอะแยะขนาดนี้ " เจ๊ยิงคำถามเพื่อต่อบทสนทนา

"ผมเอามาฝากร้านลุงที่ขายตรงหน้าขนส่งคับ จะเอาเงินไปช่วยเด็กๆ ครับ

"ยังมีน้ำใจเหมือนเดิมเลยนะ " " เจ๊ลำไยยิ้มสดใสเมื่อเจอชายหนุ่มหน้าตาดี

การเจอ ต้น ก่อนขึ้นรถทัวร์ทำให้ ลำไย คิดถึงรักแรกพบสมัยเป็นเพื่อนมหาลัยที่สนุกกับการรับน้องเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยที่มีความคล้ายกัน จนเรียกกลุ่มตัวเองว่าเพื่อนกลุ่มโอ เพราะทุกคนเลือดกรุ๊ปโอหมด ทุกคน แต่ความรักในสมัยนั้นก็ไม่สมหวังเหมือนเช่นทุกวันนี้ ลำไยนั่งมองกระจกบนรถทัวร์เหม่อลอย ภาพวิวทิวเขาข้างทางผ่านตาไปโดยไม่มีความหมาย ในหัวเธอยังจดจ่อกับเรื่องที่เกิดขึ้นในสมัยเรียน

ล้อหมุนออกจากท่ารถมาได้สักระยะภาพวิวที่เคลื่อนตัวผ่านกระจก ก็หยุดลงเสียงเอะอะโวยวายมา จากด้านหน้ารถ

" ถ้าไม่มีตั๋วก็ลงไป " เสียงพนักงานสาวในเครื่องแบบร่างอวบกล่าว 2 สาวผู้โชคร้าย กำลังหาตั๋ว

" มันหายไปไหนนะ ฉันก็ไม่มีเงินด้วยสิแก แล้วแกไปทำหายตอนไหน "

เจ๊ลำไยมองออกนอกกระจก 2 สาวก็ไปยืนคู่กับวิวด้านนอกด้วยสีหน้าวิตกกังวล เหตุการณ์ผ่านไป ที่นั่งบนรถว่าง 2 ที่ อีกไม่นานคนที่ขึ้นมาใหม่ก็เข้ามาแทนที่ เจ๊ลำไยพักสายตาระหว่างวิวเปลี่ยน

หมอชิตยามค่ำคืนไม่ต่างจากกลางวัน หมอชิตไม่เคยหลับตื่นทำงานตลอดเวลายามที่คนมาหาหมอ เจ้ลำไยตื่นก่อนถึงหมอชิตพอให้ผ้าเย็นได้ทำงาน เจ๊ลำไยลงจากรถด้วยสภาพอ่อนเพลียหลังจากเดิน ทางบนวัตถุเคลื่อนไหวไม่ค่อยหลับ เจ๊ลำไยเรียกแท็กซี่เพื่อต่อรถเที่ยวสุดท้ายให้ถึงเป้าหมาย

" ไปดินแดง" เจ๊บอกจุดหมายชีวิต
บัติ หรือ สมบัติ ชายหนุ่มเรียบร้อยทั้งหน้าตาและทรงผม ออกรถไปยังที่หมาย บรรยากาศในรถเหมือนสมัยอดีต เขาชอบฟังละครวิทยุ AM สลับกับเพลงเก่า และรอลุ้นกับ จดหมายที่ส่งไปหาดีเจ

เจ้ลำไย ไม่สนใจกับ บัติ เท่าไร เพราะเจ๊กำลังฝัน ส่วน บัติ ก็สนใจแต่ละครวิทยุที่ฟัง และเหลือบมองนาฬิกาใกล้เวลาที่จะต้องไปรับลูกค้าประจำละแวก รัชดา หลังลูกค้าหญิงสาวสวยเลิกงานหมอนวด เขาชอบเวลานี้มากที่สุด ไม่นาน ก็เร่งความเร็วเพื่อให้ถึงที่หมาย

" พี่ครับ พี่ครับ ถึงดินแดงแล้วครับ " เจ๊ลำไย งัวเงียตื่นมาพร้อมบอกทางด้วยความชำนาญ รถวิ่งเข้ามาในซอยได้ซักระยะ รถก็หยุดลงหน้าร้านขายของช่ำอยู่ตรงหัวมุม แล้วเขาก็ออกรถไปหาลูกค้าประจำ

" อาโก อาโก "

เจ๊ลำไยยืนตะโกนอยู่หน้าร้านขายของชำที่ปิดสนิท เสียงดังทะลุความเงียบ ทำให้บ้านที่หลับ กับลืมตาเป็นไฟผ่านช่องหน้าต่าง เสียงเอะอะจากด้านบนจนถึงด้านล่าง และมาดังจนถึงหน้าประตูเหล็ก

" ใครวะ นี้มันกี่โมงกี่ยาม ร้านปิดแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ "

"อาโก ลำไย เอง " เจ๊ลำไยพูดสวนพร้อมบอกกล่าวตัวตนของตัวเอง

" มาไม่บอกไม่กล่าว น่าจะโทรมาบอกก่อน เอ้า เข้ามาก่อนว่าจะโทรหาอยู่เหมือนกัน "
ทั้งคู่เดินเข้าบ้านพร้อมเสียงพูดคุยสักพักการสนทนาจบลงทามกลางความมืด

เวลากลางคืนของร้านอาโกสั้นกว่ากลางวัน เพราะอาโกตื่นตั้งแต่ตี4 เพื่อมาเช็คของในร้านและ เตรียมทำกับข้าวเพื่อใส่ให้ทันบาตรพระ เจ๊ลำไยยังคงหลับตาหาความฝันต่อไป

อาโกนั่งอ่านหนังสือพิมพ์รับข่าวสารให้สมองแทนข้าวเช้า อาโกพลิกหน้าการเมืองอ่านอย่างสนใจ หลายครั้งที่อาโกอ่านก็จะบ่นกับตัวเองตลอดเวลา พวกตัวเลื่อยคลานก็จะหลุดจากปากอาโกเป็นประจำชายหน้าเหลี่ยมที่ทุกคนรู้จักก็จะเป็นเป้าหมายหลักในการพูดถึงและจะโดนอาโกอวยพรให้เป็นระยะๆ

" ป๋า เมือคืนใครมาเหรอ " วันนี้เปิดเทอมวันแรก ป้อมแต่งชุดนักเรียนพร้อมจะไปเรียนหนังสือ

" ลำไย มันมาจากเชียงใหม่ ได้ยินว่าจะเลยมางานศพแฟนเก่า " อาโกตอบแต่ตายังจดจ่องกับหน้า กระดาษ

" ดีแล้วที่ ป้อมเรียนหมอ ไม่ต้องไปยุ่งกับไอ้พวกนักการเมือง ไร้ศีลธรรม " อาโก บ่นต่อ

ป้อม ยิ้มสมมุติให้พ่อตัวเอง หลังรอยยิ้มมีความลับอันใหญ่หลวงที่ซ่อนอยู่ ป้อมไม่ได้สอบเข้าหมอยังที่ ป๋า ตั้งใจ ป้อมอยากเรียนดนตรี วันนี้ป้อมจะไปเรียนดนตรีและไปเจอดนตรีและหญิงสาวที่รักดนตรีเช่นกัน

" ป้อมไปเรียนก่อนนะ เดี๋ยวจะสาย " ป้อมตัดบทปิดบังเรื่องที่ตัวเองโกหกไว้ อาโกพยักหน้ารับ

" อาโก ตื่นแต่เช้าเลย " ลำไยทักเป็นพิธี หลังพักผ่อนกับการเดินทางไกลในความฝัน อาโกต้องลุกไปหยิบโน่นหยิบนี่ตลอด บ้างหันไปเก็บเงิน บ้างหยิบเงินไปทอน

" อาโก เดี๋ยวลำไยไปงานเลยนะ ขอบใจอาโกมากนะ " ลำไยอยู่ในชุดสีดำลงมาจากห้องนอนพร้อมกระเป๋าเดินทาง

" อ้าว ทำไมรีบไปแต่เช้าเลย " อาโกทัก

" อยากไปอยู่ช่วยที่งานของจี หน่อย เค้าไม่ค่อยรู้จักใคร " ลำไยบอกด้วยสีหน้าเศร้า

" แล้วนี่จะไปยังงัยละ " อาโกถามด้วยความห่วงใย

" วัดอยู่ไม่ไกลมากเดี่ยวนั่งแท๊กซี่ไป เห็นว่าเลยตรงนี้ไปหน่อย " ลำไยตอบและทบทวนความเข้าใจตัวเองอีกที

การมาพักอาศัยบ้านอาโกเป็นเรื่องปกติ ซึ่งลำไยกับอาโกเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน หลังจากลำไยย้ายตัวเองไปอยู่เชียงใหม่ก็ไม่ค่อยได้มาหาอาโก เท่าไร การกลับมากรุงเทพครั้งนี้จุดประสงค์หลักของลำไยคือการมาพบร่างผู้ชายที่เธอยังคงรักแม้จะ เป็นไปไม่ได้แล้ว ลำไยและ จีระเดช หรือ จี คบกันตั้งแต่สมัยเรียนเป็นเพื่อนกลุ่มโอมาด้วยกัน

หลังจากจบ จี ไปตาม หาความฝันของตัวเองที่ มหานครนิวยอร์ก นครแห่งฝันและโอกาส การติดต่อกันเริ่มขาดหายไป ระยะทางกับรักแท้ มันแพ้ทางกันจริง จี โทรหา ลำไยครั้งสุดท้ายเมือหลายเดือนก่อน จี ไม่ได้ไปหาความฝันอย่างที่ตัวเองต้องการ จีกลับทำอาชีพผิดกฎหมายในนิวยอร์ก การกลับมายังสยามประเทศเลยเป็นเรื่องลำบาก

ล่าสุดที่จีคุยกับลำไย เขาขับรถชนผู้หญิงคนหนึ่งจนหมดสติ จนจำอะไรไม่ได้ เขาไม่รู้จะทำอย่างไรดี จากนั้นเธอไม่ได้รับการติดต่อจาก จี อีกเลย และมารู้อีกที่ ก็มีหญิงสาวชื่อ แก้วตา โทรมาบอกว่า จีระเดช เสียแล้ว การจัดงานศพครั้งนี้ แก้วตา เป็นคนจัดการทั้งหมด ลำไยรู้แต่เพียงว่ามาดูร่างผู้ชายที่ตัวเองรักเท่านั้น

ระหว่างทางไปวัด ลำไยเริ่มสังเกตเห็นชาวเมืองหลวงแต่งตัวแปลกประหลาด ทุกคนที่ลำไยเห็นใส่ เสื้อผ้าสีฟ้า หมดทุกคน คนขับแท็กซี่หันมาบอกกับเธอว่า

" พี่คับ เราต้องอ้อมหน่อยนะคับ เพราะถนนข้างหน้ารถติดคับ มีคนเอาขวดพลาสติกมากองเป็นภูเขาสูงเท่าตึก "

คำพูดของชายคนขับแท็กซี่ฟังแล้วเหมือนนิทานก่อนนอน แต่ลำไยเข้าใจกับวัฒนธรรมของคนกรุงจึงไม่ได้สนใจอะไรกับความแปลก ประหลาดของคนเมือง ยังไม่ทันจะพ้นกองภูเขาพลาสติก รถก็มาจอดบริเวณหน้าวัด ลำไย ลงจากรถก็ยังพอมองเห็นยอดภูเขาพลาสติกไกลๆ บรรยากาศในวัดเงียบเหงา ศาลาที่ร่าง จี นอนสงบนิ่งไร้ผู้คน เธอเดินเข้าไปใกล้ร่างที่ไม่มีลมหายใจ น้ำตาไหลมาโดยไม่บอกกล่าว เธอเหลือบมองเห็นรูปหน้าศพ เป็นรูปภาพเขียนสีน้ำมันที่เธอเคยวาดให้จีสมัยเรียนคณะจิตรกรรม และเธอยังจำได้อย่างแม่นยำ ภาพนั้นไปวาดบน ภูชี้ฟ้า ที่มีเพื่อนๆ ไปกันทั้งคณะ ภาพความหลังสมัยเรียนก็กลับมา งานลูกทุ่งวิจิตรที่เมากันหัวราน้ำ น้ำตาไหลแบบไม่ปิดบัง ลำไยร้องไห้ให้กับมุขตลกมุขนี้ที่พระเจ้าเล่นไว้ให้ขำกับความรักที่แสนเศร้า

หลายต่อหลายครั้งพระเจ้าให้มนุษย์เกิดมาพร้อมกับอาหารชั้นดี ที่มนุษย์ได้ชิมและรู้ว่า
น้ำตามีรสหวานและขมในเวลาเดียวกัน







คำถาม : เจ๊ลำไยเป็นตัวประกอบภาพยนตร์รักทั้งหมดกี่เรื่อง? และเรื่องอะไรบ้าง?

Wednesday, March 14, 2007

ที่รกร้าง

เพิ่งได้ที่ดินบนอากาศ
หลังจากไม่ต้องรอรับมรดกจากเจ้าคุณปู่ก็มีคนมอบที่ดิน รก และ ร้างบนอากาศมาให้ได้ครอบ และ ครอง ได้วิ่ง และ ได้เล่นสมใจ หลังจากไปเยี่ยมเยือนที่ดินของชาวบ้านมานาน บล๊อกก็เหมือนเป็นห้องรับแขกแรกที่เจ้าของบ้านไม่ต้องอยู่บ้านก็ได้ แต่ต้อนรับเสมอ ที่นี้ไม่มีโซฟานุ่มๆให้นั่ง ไม่มีน้ำเย็นๆให้กิน แต่คนที่เข้ามาก็จะได้ทำความรู้จักกับเจ้าของตัวหนังสือนั้นๆมากขึ้น ผ่านอารมณ์ เหตุการณ์ รูปภาพ และเสียงเพลง เราขอเวลาทำที่รกร้างให้มี โซฟาพอนั่งนุ่ม มีน้ำ(ใจ)เย็นๆพอได้สัมผัส ที่รกร้างเริ่มมีชีวิตขึ้นแล้วหลังจาก เสียงตอกเสาเข็มของตัวหนังสือตัวแรกดังขึ้น