ให้เต็มร้อยกับงานดีๆ ที่เกิดขึ้นในลอนดอนอีกครั้ง ต้องบอกว่าบังเอิญจิงๆ ที่ผ่านไปร่วมงานโดยบังเอิญ เราต้องเดินทางไปทำงานทุกครั้ง เราจะต้องไปต่อรถที่ Earl's Court เพื่อจะต่อไปที่ High Street Kensington ช่วงเราออกจากสถานี เราก็มองไปเห็นป้าย ขนาดใหญ่ เขียนชืื่องานไว้ว่า " 100% Design London " เห็นชื่องานแล้วคุ้นๆ เหมือนเคยเจอกันในชาติปางก่อน เก็บเอามาคิดว่าเราเคยเจอกันในชาติปางไหน? ...ก็ได้คำตอบหลังครุ่นคิดอยู่หลายนาที
" art4d " นี้เอง ที่แนะนำให้เราได้รู้จัก
art4d เป็นนิตยสารดีๆ ที่มีในเมืองไทย และเป็นนิตสารที่เราชอบที่สุดที่เกี่ยวการออกแบบ ในเล่มมีเนื้อหาการออกแบบทุกแขนง ถ้าเปรียบ art4d ก็เหมือนกับเป็นประภาคารที่ค่อยมองดูคลื่นดีไซน์ลูกใหม่ๆที่พัดจากต่างประเทศและมันกำลังจะพัดเข้าฝั่งไทย และคอยเตือนให้ดีไซร์เนอร์ทั้งรุ่นใหม่รุ่นเก่าได้เตรียมรับไม้รับมือ รอรับและตัั้งตัวได้ทัน
ถ้าความแรงของคลื่นมันแรงมากพอ มันอาจจะพัดเอากะลาที่ติดแน่นกับพื้นดินมาเนิ่นนานได้หลุดออก แล้วทำให้กบบางตัวได้พอมองเห็นโลกกว้างบ้าง
100% Design London ถ้าเปรียบกับงานที่มิลาน ก็ต้องบอกว่าคนละเรื่อง ขนาดของงานที่ ลอนดอนมีแค่อาคารเดียว เนื้อหางานไม่ได้ใหญ่โตลักษณะงานถ้าเปรียบกับบ้านเราก็คล้ายๆ กับงานสถาปนิกผสมกับงานดีไซน์ของกรมส่งเสริมการส่งออก แต่ต้องบอกเลยว่า 100% จิงๆมีแต่ของ ดีไซน์ งานเล็กแต่จัดได้มันมาก ส่วนใหญ่ผู้ที่แสดงงานมาจาก ดีไซน์เนอร์มาแสดงงานเอง งานหลายชิ้นเลยสดใหม่ แต่ก็มีผสมประปราย ที่เป็นรูปแบบบริษัทที่มานำเสนอวัสดุใหม่ๆ เอาไว้เป็นลูกเล่นในยามที่ดีไซน์เนอร์อยากจะเล่นอะไรมันๆในเนื้องาน

ค่าเข้าชมงานสำหรับนักเรียน 15 ปอนด์ และสำหรับคนทั่วไป 20 ปอนด์ ถือว่าแพงเอาเรื่องเหมือนกัน งานจัดเป็น3โซน โซนแรกเป็นโซนหลักมีเนื้อที่ใหญ่ที่สุด คืองานที่เกียวกับวัสดุจากบริษัทใหญ่ๆ และ งานของดีไซน์เนอร์ หรือถ้าเรียกแบบบ้านเราก็ พวก SME ธุระกิจขนาดย่อมๆๆ

อีกโซน เป็นโซนของ จักรยาน ดีไซร์ โซนนี้ไม่ใหญ่มาก แต่ที่เอามาโชว์ ก็แหล่มๆ ทุกคัน ต้องบอกว่าคนลอนดอนนิยมปั่นจักรยานมากกว่าการขี่มอร์เตอร์ไซค์ ทำให้นิยามคำว่าเด็กแว้นน หรือสาวสก๊อย ไม่แพร่หลายในเมืองผู้ดี เพราะตอนปั่นมันไม่มีเสียง แว้นนนน และคนซ้อนท้ายส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กเล็กๆ แต่นุ่งน้อยห่มน้อย เพราะตัวยังน้อยๆ กันอยู่
โซนสุดท้าย คือโซนดีไซร์เนอร์จิงๆ ที่เอางานมาขายกันแบบสดๆ ดิบๆ เป็นๆ สมองยังดิ้นๆ รอการปรุงรส กันเลย เค้าใช้พื้นที่ในส่วนลานจอดรถมาประยุกต์ใช้เป็นตลาดขายสมองแทน เดินเข้าไปในโซนนี้ถึงกับต้องอุดจมูกเพราะ เดินไปมีแต่ของสด กลิ่นคาวสมองคละคลุ้ง ร่างกายขาดของสดมานาน ก็กระหายของสดขึ้นมาทันที แต่น่าเสียดายที่ตลาดนี้ขายอาหารสมองน้อยไปหน่อย ใช้เวลาไม่นานก็เดินรอบ
เดินจนครบทุกโซน มีอาการแปลกใจเล็กน้อยที่ไม่ยักจะเห็น ดีไซน์เนอร์สัญชาติไทย เชื่อไทยเลยแม้แต่คนเดียว คนเอเชีย มีแต่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ทำไมคนไทยไม่มาแสดงฝีมือให้ชาวเมืองผู้ดีเค้าได้รับรู้ แต่ตอนไปที่มิลานกลับเจอ ดีไซน์เนอร์ไทยตั้งหลายคน และเราได้มีโอกาสไปพูดคุย ที่มาที่ไปของการมาแสดงงานในต่างแดน และทราบถึงที่มาว่า ต้องส่งผลงานมาให้ทางคณะจัดงานที่มิลาน และเค้าจะคัดเลือก ถ้าได้คัดเลือกไปแสดง ทางฝั่งรัฐ ก็เป็นสปอร์ตเซอร์บางส่วน ออกค่าใช้จ่ายให้ ก็คือกรมส่งเสริมการส่งออก แต่ไม่ทั้งหมด แต่ข้อแม้หลัก คุณต้องมีการร่วมงานกับกรมส่งเสริมมาก่อน เช่นเคยอบรม หรือ ส่งงานเข้าประกวด อื่นๆ ถ้าไม่มีส่วนร่วมมาก่อน คุณต้องเป็นสปอร์ตเซอร์ตัวเองในการมาแสดง
คงไม่แตกต่างไรกับการแสดงงานในไทยหรือต่างแดน ปัญหาใหญ่คือเรื่องค่าใช้จ่าย ไม่ใช่เรื่องไอเดีย การแสดงงานหนึ่งครั้ง หรือการเอาไอเดียตัวเองมาอวดโฉมให้โลกได้รับรู้มันมีค่า มีค่าทั้งเรื่องเงินและ มีค่าในเรื่องของไอเดีย การเสี่ยงที่จะโดนก๊อปปี้ หรือ มีโอกาสที่จะขาดทุนเพราะไม่ถูกกับกลุ่มเป้าหมาย
ประเทศไทยให้ความสำคัญเรื่องปากท้องมากกว่าเรื่องสวยงาม แต่การดีไซร์บางครั้งก็ไม่ต้องใช้เงิน??? ความสวยงามบางทีก็สำคัญกว่าปากท้อง ???
ยังไงก็แล้วแต่ก็อยากให้มีงานดีๆแบบนี้เกิดขึ้นที่ไทยบ้าง อันที่เกิดขึ้นมาแล้ว ก็อยากจะให้สานต่อกันไป อย่าเพิ่งยกเลิกไปซะก่อน เรายังเชื่อว่าโลกใบนี้ ยังต้องการ การออกแบบ
อย่างน้อย ขอให้ชื่องานว่า " 50% Design Bangkok " ก็ยังดี





