Monday, August 10, 2009

WALKING IN MY MIND



หยิบแผนที่ขึ้นมากาง แล้วลองเลือกซักที ในแผนที่ระบุต่ำแหน่งของ museum และ gallery มากมาย แต่ในสมองมีที่ๆอยากไป แต่ด้วยว่าวันนี้เป็นวันจันทร์ หลายที่ปิด เราเลยขอคำแนะนำจาก ทาคิโกะ เพราะ ทาคิโกะก็เป็นสาวน้อยที่ชอบเรื่องศิลปะ ตอนก่อนมาที่ลอนดอน ทาคิโกะเคยทำงานเกี่ยวกับการวาดภาพประกอบหนังสือที่ญี่ปุ่นมาแล้ว เวลาเรียนก็ไม่เป็นอันเรียน กระดาษที่ครูแจกก็จะเต็มไปด้วยภาพการตูนน่ารักๆ ลายเส้นดูง่าย สบายตา เราบอกทาคิโกะให้วาดโดราเอมอนให้ดูหน่อย แมวในฝันที่ใครๆก็อยากได้เป็นเจ้าของ เราเชื่อว่าหลายคนวาดได้ แต่จะมีซักกี่คนกันเชียวที่วาดเหมือน แต่ทาคิโกะก็เป็นหนึ่งในนั้น


"Tate Britain" ทาคิโกะเสนอ หรือ เป็นอีกที่ The Hayward Gallery อันนี้ทาคิโกะไม่เคยไปแต่เพื่อนบอกมาอีกที เรากับสนใจอันหลังมากกว่า เพราะดูแล้วมันใกล้กับลอนดอนอาย และติดแม่น้ำเทมส์ ถ้าไม่ค่อยน่าสนใจยังเดินเลยไป Tate Modern ได้ คิดแพลนบีสำรองเอาไว้ ว่าแล้วก็ออกเดินทาง


ในแผนที่ไม่ได้บอกละเอียดว่าอยุ่ตรงไหน แต่แค่บอกว่าอยุ่ประมาณไหน หลายครั้งที่ก่อนออกเดินทาง รู้จุดหมายบ้างไม่รู้บ้าง แต่ขอให้เดินไปก่อน เดี่ยวภาพที่มันเบลอๆ เดี่ยวมันก็ค่อยๆชัดขึ้นมาเอง แผนที่ในหัวแถว Waterloo Bridge ก็เปิดขึ้นมา เคยไปแถวนั้นแต่ไม่ยักจะรู้ว่ามี Gallery


ลงจากที่นอนสองชั้นสีแดง (เพราะหลับมาตลอดทาง) เดินมองซ้ายมองขวา มองอะไรก็เบลอไปหมดท่าทางเราจะหลง!!! นึกขึ้นมาได้ว่าถ้าหลงป่าให้เดินเลาะแม่น้ำ เดี่ยวก็เจอหมู่บ้าน อ้าว! แล้วถ้าหลงรักละ จะเดินไปทางไหน ?


(ไม่มีแม้กระทั่งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ)


หลงทางยังไม่พอ ยังหลงประเด็นอีก ถ้ายังเป็นอย่างงี้ ตัวอักษรคงเดินวนไปเวียนมา ไม่ถึงตัว T ซะที
ว่าแล้วก็เดินเลาะแม่น้ำเทมส์ ตามความเชื่อว่าจะเจอหมู่บ้าน แล้วมันก็เจอจิงๆ ป้ายบอกทางสู่ Gallery ระหว่างทางไป มีข้อความงามๆ ให้อ่านตลอดทาง สมแล้วที่เป็นเมืองแห่งศิลปะ



ตึกเก่าที่ดูขึงขังเอาจิงเอาจัง ตั้งอยู่ติดกับสะพาน Waterloo ก่อนหน้านี้เดินผ่านหลายที่แต่ไม่รุ้ว่าเป็นตึกนี้ ป้ายเขียนไว้ว่า " The Hayward Gallery "
เฮ้ยย ! ถึงซะT





" Walking in my mind " เป็นชื่อนิทรรศการที่มีหลายชาติหลายศิลปินเค้าร่วม และชื่อที่โดดเด้งและแตะเข้าไปที่ลูกในตา คือ yoshitoma nara หลายคนอ่านชื่อจบแล้วต้องออกเสียงตาม ว่า "อ๋อ"


yoshitoma nara อ๋อ ไม่ได้เป็นลูกครึ่งไทย ญี่ปุ่น แต่คนไทยคุ้นเคย ส่วนใหญ่ผลงานของเค้าคือรูปวาดเด็กผู้หญิงหน้าตากวนๆ เห็นได้ตามลายเสื้อผ้า โปสการ์ด หนังสือต่างๆ เราชื่นชอบกับผลงานเค้าแต่ไม่เคยมีผลงานเค้ามาสะสมเลย เนื่องจากของทุกอย่างที่มีเด็กผู้หญิงหน้าตากวนๆอาศัยอยู่ ทุกอย่างจะต้องมีราคาไปซะหมด เลยได้แต่แอบชื่นชมไว้ในใจ




แต่วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้เห็นงานจิงๆของเค้า ด้านหน้างาน คนให้ความสนใจไม่น้อย เห็นได้ว่าคิวไม่ยาวแต่ก็ไม่ได้ขาด บัตรราคา 9 ปอนด์ แต่ราคานักเรียนเหลือ 6 ปอนด์ ภายในแบ่งเป็นโซนตามศิลปิน ศิลปินมีทั้งหมด 10 คน 10 พื้นที่ 10 ความคิด แล้วแต่ใครจะตีความตาม " Walking in my mind "

คอนเซปงานที่ออกจะเป็นนามธรรม จะตีออกมาให้เป็นรูปธรรมนั้นก็ยากยิ่ง แต่หลายงานทำออกมาตรงกับความคิดของใครหลายคนเลย


ภาพรวมในแต่ละงาน คล้ายๆอย่างกับเราเข้าไปนั่งมองสมองและความคิดของคนอื่นว่าคนๆนั้นคิดอะไรกันอยู่ 10 สมอง ที่เราเดินไปสำรวจ หลายงานตีความเกี่ยวความฝัน ความฝันที่เกิดจากการที่คุณหลับตา คนละฝันกับตอนลืมตา ความฝันตอนหลับตามักหาประเด็นที่แน่ชัดไม่ได้ หลายเรื่องพันกันจนยุ่ง หลายงานยุ่งจนสวย น่าเสียดายที่เค้าห้ามเก็บภาพบรรยากาศในงานนิทรรศการออกมา แต่ถ้าสนใจจิงๆ ก็ถามพี่ google ได้ พี่เค้าเคยมา


อย่างงานของ yoshitoma nara เค้าออกแบบสมองและความคิดเค้าออกมาเป็นบ้านขนาดน่ารัก ภายในบ้านก็มีห้องทำงานและห้องนอน ทุกอย่างภายในบ้านเต็มไปด้วยความทรงจำอัดแน่นคับบ้าน รูปถ่ายสมัยเรียนประถม โปรเตอร์นักร้องเพลงร๊อคญึ่ปุ่น ภายเขียนของเด็กผู้หญิงกวนๆ เกื่อนเต็มโต๊ะทำงาน วิทยุที่เปิดเพลงในยุคนั้น ทุกอย่างดูมีชีวิต หลายคนยืนดูแล้วอดอมยิ้มไม่ได้

สมองของ yoshitoma nara เต็มไปด้วยรอยยิ้มมากกว่ารอยหยัก


หลังจากเดินเล่นและกินสมองทั้งสิบไปเป็นที่เรียบร้อย อาหารสมองรสชาติจัดก็เริ่่มย้อยและตกตะกอนลงที่ปลายนิ้วมือ เศษสมองที่ย้อยสลายกลายมาเป็นตัวอักษร

ในสังคมปัจจุบันคงไม่ง่ายที่จะได้เข้าถึงส่วนลึกของความคิดในสมองใครซักคน ความสัมพันธ์อันฉาบฉวย การงานที่เร่งรีบ ความผูกพันธ์แค่ข้ามคืน เม็ดเงินมีค่ามากว่าศีลธรรม มันไม่ง่ายเลยที่จะซื้อบัตรเข้าไปเดินชมสมองใครซักคนในยุควัตถุนิยมแบบนี้ ในยุคปัจจุบันเค้าต้องซื้อใจแทนตั๋ว


เกราะป้องกันของแต่ละคน คงหนาไม่เท่ากัน จะมีซักกี่คนกันเล่า ที่เปิดให้คนได้เข้าถึงความคิด ตัวตนของตัวเอง เหมือนง่ายยังกับซื้อตั๋วเข้าชมนิทรรศการแบบนี้ วันหนึ่งถ้าคนเราใช้ใจคุยกัน มากกว่าเอาเงินมาคุยกัน วันนั้นโลกเราคงน่าอยู่ขึ้นเยอะ


เปิดห้อง เปิดใจ เปิดสมอง และรอต้อนรับแขกรับเชิญที่พร้อมที่จะเข้ามาเยื่ยมชม และนั่งคุย ในทางกลับกัน เราก็พร้อมที่จะไปเยี่ยมชมสมองของใครหลายคน การแลกเปลี่ยนความคิดของกันและกันมันน่าสนใจกว่าการที่จะเก็บสมองของตัวเองไว้ชื่นชมคนเดียวโดยไม่เปิดรับ และเอาสมองของตัวเองเป็นศูนย์กลางดังดวงอาทิตย์ และให้สมองของคนอื่นโคจรตาม


มาถึงตอนนี้ก็อยากจะเข้าไปเยี่ยมชมสมองของตัวเองบ้างแล้ว มีใครสนใจไหม? ถ้ามีก็อย่าลืมพกแว่นกันฝุ่นมาด้วยนะ

เรากลัวว่าขี้เลื่อย ในสมองเรามันจะเข้าตา













Tuesday, August 4, 2009

ซ่อน = หา


Heathrow Airport สนามบินที่มักจะเป็นประตูเชื่อมต่อโลกหลายโลกเข้าด้วยกัน การเดินทางที่มักจะเริ่มและจบลงที่ประตูบานเดียวกัน หลังประตูไม่มีใครตอบได้ว่าโลกใหม่ที่จะก้าวไปเจอจะดีหรือร้าย โลกแห่งการท่องเที่ยว โลกแห่งการทำงาน โลกแห่งการร่ำเรียน และหลายโลกคือโลกแห่งความฝัน แต่ยังไงก็ต้องกลับไปสู่โลกแห่งความจริง เข้าซักวัน




วันเดินทาง
" พี่ๆ พี่ดูคนที่สะพายเป้สิ โลกของเค้าเพิ่งเริ่มต้น แต่โลกของผมที่นี้จบลงละ ฮ่าๆ " เสียงหัวเราะของ "วิท" ดังปิดปลายประโยค พวกเรายืนอยู่บนบันไดเลื่อนแนวนอน เส้นที่เรายืน มุ่งหน้าสู่เคารท์เตอร์เช็คอิน อีกเส้นที่สวนกันมุ่งหน้าสู่ทางเข้ามหานครลอนดอน

ชายหนุ่มที่สะพายเป้ ลากกระเป๋าใบโต ยืนสวนกัน กำลังหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายตัวเอง สีหน้าเต็มไปด้วยความสุข ไม่ต่างอะไรกับตอนที่เรามาที่นี้ใหม่ๆ ชายหนุ่มที่กำลังค้นหาคำตอบให้กับชีวิต คำตอบถูกซ่อนไว้ที่ไหนสักที่บนโลกใบนี้ นี้เป็นอีกหนึ่งที่ ที่ชายหนุ่มคิดว่าคำตอบของชีวิต ซ่อนอยู่ ???

วิทเป็นอีกหนึ่งคนที่คิดว่าคำตอบของชีวิตไม่ใช่ที่นี้ ! วิทเลิกล้มความตั้งใจต่างๆ เก็บกระเป๋ากลับบ้านด้วยเหตุผลส่วนตัว ไม่ใช่เพราะว่าวิทร้องเพลงไม่เพราะ ไม่ใช่เพราะว่าวิททำตัวไม่ดีตอนอยุ่บ้าน ไม่ใช่เพราะว่าแฟน(คลับ)ไม่รัก หรือไม่ใช่เพราะ คะแนนโหวต SMS จากทางบ้านน้อยที่สุดในกลุ่ม แต่เพียงว่า วิทโหวตตัวเองออกจากโลก โลกที่ไม่มีคำตอบที่ต้องการ โลกที่ตั้งคำถามไว้ก่อนที่จะมา แต่ตอนนี้ วิทหาคำตอบมันเจอละ คำตอบคือ ไม่ใช่

" เราไม่ชอบการจากลา" หลายคนอ่านแล้วต้องพยักหน้าตามประโยคก่อนหน้านี้ ความสัมพันธ์หรือการผูกและพันธ์ ที่มีให้กับคนๆหนึ่ง ถึงเวลาแล้วต้องจับให้คนๆนั้นต้องห่่างกัน ความรุ้สึกแบบนั้นไม่ง่ายเลยที่จะเข้าใจและยอมรับมัน การจากลาและการลาจาก เกิดขึ้นกับทุกคน ขึ้นอยุ่กับว่าใครจะยอมรับและรู้จักกับมันดีพอ

" ดูแลตัวเองด้วยนะพี่ ฝากดูแลนิวมันด้วย นิวมึงก็ดููแลพี่เค้าดีๆ อย่าให้ไปกัดใครเค้า ฮ่าๆ" วิทหยอดคำตลกเพื่อกลบความเศร้า แต่มันคงกลบไม่มิด แววตามันฟ้อง เรากอดกันและนัดเจอกันอีกที่ ที่เมืองไทย

เราจะลองทำความเข้าใจ กับการจากลา อีกครั้ง



คืนก่อนเดินทาง
พวกเรานัดกันที่บ้านของวิท ทาคิโกะ นิว และ เรา เพื่อที่จะสังสรรค์ก่อนที่วันรุ่งขึ้นวิทก็จะต้องแยกย้าย เราสี่คนเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันมาในช่วงเวลาที่อยู่ที่นี้ ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้มาอยุ่ในที่แห่งนี้เนื่องจากติดงาน

ทาคิโกะ หญิงสาวจากโอกินาว่า ที่รักความอิสระเป็นชีวิตจิตใจ ออกจากบ้านตั้งแต่อายุ20 ใช้ชีวิตตัวคนเดียวตลอด เราแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันด้วยบทสนทนา ความต่างที่เห็นได้ชัดคือ ทาคิโกะไม่ได้ติดบ้าน ติดครอบครัว ตั้งแต่มาอยุ่ที่อังกฤษทาคิโกะโทรกลับบ้านแค่ครั้งเดียว เป็นครั้งที่ตอนมาถึงใหม่ๆ ตอนนี้ผ่านไปแล้ว 5-6 เดือน ทาคิโกะก็ไม่คิดจะโทรหรือติดต่อหาครอบครัวของเธอเลย

ทาคิโกะขยายความเพื่อให้หายข้องใจว่า คนญี่ปุ่นเมือโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วไม่ค่อยติดต่อกลับบ้านหรอก (อาจจะไม่ใช่ทุกคน) ถ้าโทรไปแสดงว่าต้องเกิดเรื่องหรือมีปัญหาเท่านั้น ผิดกับประเทศเราที่ถ้ามาอยู่ที่ไกลๆแล้วไม่ติดต่อไปแสดงว่ามีปัญหา ทาคิโกะ บอกทิ้งท้ายไว้ว่า ตอนนี้ " I'm happy "

พวกเราทำอาหารไทยเพราะทาคิโกะเรียกร้องอยากกินต้มยำกุ้ง เราเลยแถมผัดกระเพราะหมูสับ กับ น้ำพริกอ่อง ที่นิว ตั้งใจทำเป็นพิเศษ นิวเป็นคนเชียงราย รักอาหารเหนือเป็นชีวิตจิตใจ และพร้อมกับเครื่องดื่มที่คนอังกฤษเค้ากินกันตอนฤดูร้อน คือ Pim ถึงแม้ว่าตอนนี้จะปลายร้อน และจะเริ่มเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้วก็ตาม

บทสนทนาออกรสออกชาติ พอๆกับรสชาติของอาหารที่การันตรีความอร่อยโดยเสียงที่ซุ้ดซาดของปากหญิงสาวจากแดนอาทิตย์อุทัย " โออิชิ" คำนี้หลุดออกจากปากบ่อยพอกับการยก Pim ขึ้นมาดื่มเพื่อดับความเผ็ด หลายเรื่องราวก็เต็มไปด้วยคำถามถึงอนาคต และ อดีตที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม คืนสุดท้ายในลอนดอนของ วิท และมันเป็นอีกหนึ่งคืน อีกหนึ่งคืนในความทรงจำของพวกเราในลอนดอน


วันระหว่างเดิินทาง
มหาครที่สวยงามในสายตาของคนทั้งโลก มหานครที่ซ่อนคำตอบของความฝันของใครหลายคนไว้ หลายคนมุ่งหน้าเพื่อที่จะมาหามันที่นี้ หลายคนเจอ หลายคนผิดหวังกับคำตอบ และหลายคนยังค้นหากันต่อไป ชายหนุ่มที่แบกกระเป๋าเป้ ลากกระเป๋าใบโต ภายในบรรจุด้วยอุปกรณ์ค้นหาฝัน เราหวังว่า อย่างน้อย วันเดินทางกลับ ชายหนุ่มคนนั้นจะได้พบคำตอบที่เมืองนี้

พวกเราแยกกับวิทเป็นที่เรียบร้อย ทาคิโกะไมไ่ด้มาส่งวิทที่สนามบิน ขอตัวกลับไปตอนเช้า พวกเรากลับมาสู่บันไดเลื่อนแนวนอนอีกครั้งแต่คราวนี้ พวกเรามุ่งหน้าสู่มหานครลอนดอน กลับมาหาคำตอบของความฝันกันต่อ ทุกอย่างยังดำเนินต่อไป


เมืองนี้คงไม่ใจร้าย ซ่อนคำตอบเอาไว้ไม่ให้ไกลเกิน