Monday, October 29, 2007
มาตราส่วน 1 : ?
ใส่ใจสองช้อนชา เท่ากับ คิดถึงหนึ่งช้อนโต๊ะ
คิดถึงสองช้อนโต๊ะ เท่ากับ ชอบหนึ่งกำมือ
ชอบสองกำมือ เท่ากับ รักหนึ่งหยิบมือ
รักสองหยิบมือ เท่ากับ รักหนึ่งกำมือ
รักเท่ากำมือก็พอดี เท่ากับ หัวใจที่อยู่ซ้ายมือ
หญิงสาวหยิบกระดาษคำตอบสีชมพูที่มีข้อความข้างต้น ยื่นให้ชายหนุ่ม
ชายหนุ่มที่นั่งรอคำตอบกับคำที่บอก " รัก " ไป
เวลาผ่านไปหลักวินาที มันช่างยาวนานเหลือเกิน อาหารที่วางไว้เริ่มเย็น
รอคอยคำตอบอุ่นๆให้อะไรบางอย่างมันร้อนขึ้นมา
ชายหนุ่มหยิบมาอ่าน พร้อมทำหน้างุนงง กับท่าทีที่หญิงสาวแสดงออก
" แล้วตกลง ว่าไงอ่ะ "
ชายหนุ่มทวงถามแบบอมยิ้ม ในใจแบมือรอรับความรักตอบ
ดอกไม้ช่อใหญ่วางกองข้างหญิงสาว รอให้หมู่มวลแมลงบินมาดอมดม
หญิงสาวยิ้ม และตอบไปเบาๆๆว่า
" ก็แค่ สองช้อนชา "
ร้านอาหารร้านนี้ไม่มีแมลง จิงๆๆ
--------------------------------------
Wednesday, October 17, 2007
สวรรค์ชั้นตึก

ส่วนใหญ่ถ้าพูดถึงสวรรค์ ต้องเงยหน้ามองฟ้า และเราคงคิดว่ามันต้องอยู่ที่สูง ถ้าพูดถึงนรก คงต้องก้มหน้าลงดิน แค่ก้มหน้ากับเงยหน้า ก็บอกถึงความสดใสและหดหู่ได้โดยไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย
"วันนี้ได้ไปขึ้นสวรรค์มา " คำบอกเล่าจาก สารพัดอิง คุยฟุ้งบล๊อค พร้อมเชิดหน้ามองสวรรค์ชั้นเพดาน เป็นคำพูดชวนเชื่อ ที่เชื่อถือได้ มันเป็นสถานที ที่ควรจะจดจับและแนะนำให้หลายคนได้ไปช่วยกันจดและไปช่วยกันจำว่า ที่กรุงเทพ ยังมีมุมมองสวยๆ ไม่แพ้ ต่างประเทศเลยทีเดียว มีโอกาสไปดูงาน (อีกครั้ง) ที่สาธรใต้ เป็นสถานที่ที่สวรรค์ตั้งอยุ่ จิงๆๆ มันมีหลายที่แต่คิดว่ามุมมองนี้สูงสวยจนต้องเรียกว่า "สวรรค์"


Wednesday, August 15, 2007
หลังรอยยิ้มใต้หลังคา
ผู้หญิงที่มีเชื้อสายอิตาลีโดยกำเนิดเกิดจากฝีแปรงของ ดาวินชี ที่ตอนนี้พำนักพักพิงอยู่ที่ปารีส ฝรั่งเศส เรากำลังเอ่ยถึงผู้หญิงที่มีรอยยิ้มที่มาพร้อมกับเครื่องหมายคำถาม และหลายคนอยากรู้คำตอบ แม้กระทั่งตัว ดาวินชี เองยังไม่คิดมาก่อนว่ารอยยิ้มสีน้ำมันที่ตัวเองสร้างสรรค์ขึ้นมาจะมีคนสนใจมากกว่าหลายร้อยภาพที่ตัวเองวาดขึ้น
ตอนแรกไม่คิดว่าจะต้องมาอัพบล๊อคเกี่ยวกับหญิงสาวในชุดดำชาวอีตาลีตอนนี้คงได้เชื้อสายฝรั่งเศสไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเพราะอยู่มานาน เกิดแรงบันดาลใจจากการมองสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่กำลังเติบโตด้วยน้ำมือมนุษย์อยู่ใจกลางเมือง ตอนนี้ใครผ่านไปผ่านมาแถวสยาม มาบุญครอง จุฬา มีตึกที่กำลังจะเป็นตึกอยู่ในไม่ช้า ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางสี่แยกปทุมวัน มองมุมไหนก็จะเห็น อาคารรอคนเข้าไปใช้งานนั้นมันไม่ได้เป็นห้างสรรพสินค้าเหมือนอาคารเพื่อนๆในละแวกนั้น แต่อาคารนี้สร้างเพื่อศิลปะไม่ใช่พาณิชย์
การรออนุมัติการสร้างอาคารแห่งนี้ ต้องใช้หลายรัฐบาลเพราะผู้ใหญ่บางกลุ่มไม่เห็นชอบ จวบจนถึงยุคของผู้ว่าที่ชอบชิมไปบ่นไปก็แล้วยังไม่อนุมัติ แต่ท้ายที่สุดผืนผ้าใบที่เลอะสีก็ได้มีที่อยู่ในยุคของผู้ว่าพรรคที่รอดการโดนยุบมาอย่างหวุดหวิด
มีหลายคนเคยบอกไว้ว่าประเทศที่เจริญแล้วหรือไม่เจริญให้วัดกันที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ ที่บ้านเราเรียกกันว่าหอศิลป์ จำนวนยิ่งเยอะเท่าไรจิตใจมันจะช่วยกล่อมเกลาให้มนุษย์มีความเป็นมนุษย์และมีความแตกต่างกว่าสัตว์สังคมทั่วๆไป
หลายๆครั้งที่ประเทศไทยจัดนำเข้าทีมฟุตบอลดังๆระดับยุโรปมาเหยียบราชมังคลา และมาแวะกินหมูปิ้งที่หัวหมาก หรือ LINKIN PARK ยังเคยมาขี้ใส่โถที่อิมแพค เมืองทองธานีได้ และทำไม เจ๊โมนาลิซาจะมานั่งสะแยะยิ้มกลางสี่แยกปทุมวันให้เด็กสยามดูไม่ได้
หลังจากเกิดคำถามกับปูนซีเมนต์ขนาดยักษ์ตรงหน้าที่ตั้งบนทำเลทอง มันตอบมาเบาๆให้รอคอยต่อไป เพราะด้วยเหตุผลหลายๆประการ ตอนนี้ โมนาลิซา เหมือนโดนคุมขังไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน อยู่ในหลังคากระจกที่ฝังตัวเองอยู่ใต๊ดิน หรือ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์( Louvre Museum) สถานที่ที่อยู่อย่างถาวรของรอยยิ้มปริศนา โมนาลิซาไม่แตกต่างอะไรกับอองซานซูจี ความอิสระของรอยยิ้มอยู่ในที่จำกัด โมนาลิซาเธอเป็นบุคคลสำคัญรัฐบาลฝรั่งเศษดูแลรักษาอย่างดี ในตู้กระจกปรับอากาศกันกระสุน มันเป็นอีกเหตุปัจจัยที่การเดินทางไปไหนของโมนาลิซานั้นลำบากยิ่ง
ความเป็นศิลปะก็หนี้ไม่พ้นความเป็นพาณิชย์หรือหลายคนเรียกว่าพาณิชย์ศิลป์ การที่ลูฟร์มีโมนาลิซา THE NATIONAL GALLERY ที่ลอนดอน มี SUNFLOWERS ของแวงก๊อก วัดล่องขุ่นมีภาพของอาจารย์เฉลิมชัย รายได้ที่มาพร้อมกับความงามทำให้เศษฐกิจมันเฟื่องฟู และสิ่งสำคัญผืนผ้าใบเปื้อนสีมีคุณค่าเพิ่มตามกาลเวลา และยิ่งเพิ่มคุณค่าขึ้นทุกที การเคลื่อนย้ายงานศิลปะระดับโลกเป็นไปได้ยาก ใครอยากจะเห็นต้องไปตามหาและดูให้ถึงที่นั้นๆ
การรอคอยหอศิลป์ขนาดใหญ่ในประเทศไทยใกล้จบลง
แต่ต้องรอลุ้นว่าซักวันหนึ่งหอศิลป์ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
ในนั้นจะมีรอยยิ้มปริศนาของสาวอิตาลี มานั่งมองเด็กแนว เด็กสยาม ของเราดูบ้าง
ตอนนี้เราเริ่มอยากจะรู้แล้วสิว่า เจ๊โมนาลิซ่าหลังรอยยิ้มของเจ๊แกคิดอะไรอยู่ ?
Monday, July 9, 2007
ตาฟัง หูดู หัวหิน



ดาดฟ้า มองทะเล ที่ DUNE หัวหิน

Let's Sea เล็ท ซี หัวหิน
ครั้งแรกที่ได้เห็น ดีใจที่มีงานสวยๆตั้งอยุ่ในสยามประเทศ เรื่องธรรมชาติ ของเราสู้ในเวทีระดับโลกได้ แต่รีสอร์ทสวยๆหาได้ยากยิ่ง ถ้าสองอย่างนี้อยู่ด้วยกัน มันเป็นผลพลอยได้ที่คนไทยอย่างเราจะได้ไปสัมผัส
โสทประสาททั้งตาและหู เตรียมตัวรับความงามอย่างไพเราะ เมื่อรู้สึกเบื่อกับสิ่งที่เห็นเดิมๆ ฟังแต่เสียงเคยชิน ลองก้าวออกจากบ้านมานั่งมองเห็นภาพที่ดวงตาควรจะเห็น มานั่งฟังเสียงที่คลื่นเค้าคุยกัน ถ้าฟังเสียงของธรรมชาติออก มันคงแปลเป็นไทยได้ใจความว่า " โลกมันกว้างกว่าที่ดวงตามองเห็น "
Saturday, May 19, 2007
28 WEEKS LATER

ออกมาจากโลกแห่งจิตนาการที่เต็มไปด้วยโรคระบาดเต็มจอ อดใจที่จะไม่กระแทกนิ้วลงบนแป้นพิมพ์พูดและพิมพ์ถึงไม่ได้ กับหนังที่มันระดับสิบตีนถีบ กับหนังแนวซอมบี้เลือดสาด ที่ภาคแรกทำไว้ดีจนใจหายใน 28 DAYS LATER การแจ้งเกิดของผู้กำกับหน้าใหม่ หนังภาคแรกใช้ต้นทุนต่ำจนเข้าข่ายเป็นหนังอินดี้ในหมู่เกาะอังกฤษ นานๆทีที่หนังจากเกาะอังกฤษที่ทำได้ดีโดยที่ไม่ต้องเพิ่งพาดาราดังจากฝากฝั่งฮอลีวูด
การใช้กล้องระบบดิจิตอลถ่ายทำในภาคแรกโดยไม่ใช้ฟิล์มทำให้ภาพและมุมกล้องแสดงตัวตนว่าเป็นหนังนอกกระแสอย่างเต็มตัว การมีงบอย่างประหยัดวิธีการนำเสนอก็ต้องคิดเยอะขึ้น หลายๆซีนในภาคแรกฉลาดที่จะถ่ายหลบเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยซากประหลักหักพักและซอมบี้เต็มเมือง ด้วยการถ่ายภาพสะท้อนจากกระจกรถยนต์ที่แล่นผ่าน ด้วยพล็อตเรื่องที่ใหญ่คับประเทศแต่ทำออกมาได้เชื่อสนิทใจ การทำให้เมืองหลวงระดับลอนดอน ล้างโดยไม่มีผู้คนได้ถือว่าแน่มากๆ แค่คิดก็สนุกแล้ว ผลตอบรับถล่มถลาย รายรับในภาคแรกมากกว่าต้นทุนหลาย10เท่าตัว จนทำให้เกิดภาคต่อของเชื้อซอมบี้ที่วิ่งเร็วกว่าซอมบี้ภาคไหนๆ
การเกิดของ 28 WEEKS LATER ภาคต่อที่ทำได้ไม่แพ้ภาคแรกเลย ด้วยงบประมาณที่เยอะขึ้น กล้าที่จะคิดและ กล้าที่จะทำมากขึ้น ความสนุกก็ยังคงอยู่ครบ พล๊อตเรื่องมีเหตุและมีผลพอที่จะเชื่อและตามตัวละครไปโดยไม่มีข้อกังขาว่าทำไมตัวละครต้องทำยังงั้น ทำอย่างี้ ถ้าเป็นเรา เราจะทำแบบนั้นจะทำแบบนี้ พล๊อตตีกรอบไว้โดยให้เราต้องเดินตามแบบไม่ฝืนธรรมชาติ
ในทุกๆนาทีที่อยู่บนแผ่นฟิล์มความสนุกเปื้อนเลือดสาดใส่คนดูแบบไม่คิดชีวิต เราคนหนึ่งที่โดนสาดใส่เข้าอย่างจังและติดเชื้อไวรัสเข้าเต็มตา จนอยากจะให้คนอื่นที่ได้อ่านได้ติด(ใจ)กับเชื้อไวรัสที่มาพร้อมกับความน่ากลัว ...กลัว ... กลัวใจตัวเองว่าโดนเชื้อไปแล้วจะห้ามใจไม่อยู่จะพาขาและตัวไปดูเรื่องนี้อีกรอบในเวลา 28 HR.
Tuesday, May 1, 2007
ต้นกล้าสถาปัตย์ : Leap to the Future
งานสถาปนิกที่เรารุ้สึกว่าแตกต่างจากงานแสดงสินค้าอื่นๆก็คือ มีการประกวดบูท ในงานก็จะมีบุทสวยให้ชม ศิลปะกับธุรกิจก็จะอยู่เป็นเพื่อนกันในงาน ในปีผ่านๆมาเราเดินชมงาน เราก็จะเห็นถ้วยรางวัลรูปร่างเล็กแต่ยิ่งใหญ่ในด้านจิตใจวางอยุ่ตามบูทที่สวยๆ ความฝันของเราก็เริ่มก่อตัว และยิ่งเดินมาหลายๆปีก็อยากจะมีบูทที่เราออกแบบเองตั้งอยู่ในงานสถาปนิกกับเค้าบ้าง ความฝันของเรายังเลื่อนลอยไร้เสาเข็ม มีแต่เกือบๆแต่สุดท้ายก็ไม่ได้
แต่เชื่อหรือไม่ว่า ตอนนี้ความฝันของเราตั้งอยุ่ในงานสถาปนิก '50 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ต้นเดือนเมษาเสียงปลายสายเป็นเอก(รุ่นน้อง)โทรมาชักชวน เรารีบตบปากรับคำ โอกาสไม่ได้มากันบ่อยๆแต่เนื่องจากความยากของบูทนี้คือเรื่องของระยะเวลา ลูกค้าตัดสินใจจะทำบูทในระยะเวลากระชันชิด มีเวลาทำแบบไม่ถึงอาทิตย์แถมด้วยติดสงกรานต์อีก5วัน กว่าจะสรุปราคากันได้เหลือเวลาแค่ 1 อาทิตย์ในการสร้างจิง ก่อนงานจะเริ่มในวันที่ 1 พ.ค.50 งานนี้เรากับเอก ลงทั้งตัวและก็เอาความฝันเป็นเดิมพัน ลงคุมเองทุกขั้นตอนเค้าเรียกว่าทำงานถวายหัว(ใจ)
เราว่าการทำงานบูทเรื่องระยะเวลาสั้นๆคงเป็นเรื่องปกติ เราต้องปรับตัวเข้ากับความปกติ และตอนนี้เรารู้จักมันแล้ว จากกระดาษสู่งานจิง ความยาวของเส้นแนวนอนในกระดาษไม่ถึง 5 เซนติเมตร มันจะกลายเป็นเส้นแนวตั้ง(ฉาก)กับพื้นโลกสูงเป็น 5 เมตร
มาดูการทำงานใน 1 อาทิตย์ที่สร้างจิงกันว่าความฝันของเราและเอกออกมาในรูปแบบไหนและหน้าตามันจะสวยจะหล่อจนกรรมการเค้าจะเอาสายสะพายมาคล้องให้หรือป่าว

วันที่ 1 เริ่มงานวันแรกเราใช้โรงงานพี่หมอมาเป็นการทดลองขึ้นบูทเรานัดกันวันจันทร์ที่23 เมษา ทางลูกค้าเอางานไปทำมาช่วงเสาร์ อาทิตย์ ได้มาประมาณ 10%







วันแรกจบลงอย่างรวดเร็ว งานขึ้นไปอย่างน่าพอใจพี่โทนี่(ลูกค้า)เอาช่างและคนมาเยอะทำให้งานคืบหน้าไปมาก
วันที่ 2 อั
งคารที่24 เมษา ลุยกันต่อไม่มีเวลาใ
ห้คิด

บรรยากาศหน้าโรงงานพี่หมอ มองไปไม่ค่อยหน้าไว้ใจ ฟ้านึกคลึ่ม และท้ายที่สุดฝนตกลมแรง วันที่2ผ่านไป เม็ดฝนและเม็ดเหงื่อก็ยังคงทำงานไปพร้อมๆกัน
วันที่3 พุธที่25 เมษา เราตกลงกันว่าจะทำงานลองขึ้นจิงเป็นวันสุดท้าย แล้ววันพรุ่งนี้เราจะลื้อแล้วจะเตรียม
ขนของเ
ข้า อิมแพ็ค

วันที่ 4 พฤหัส ที่26 เก็บสี พร้อมแพ็คของเตรียมเดินทางสู่ที่ตั้งจิง


วันที่ 5 ศุกร์ที่ 27 เช้ารถ 6 ล้อมาขนของแต่เช้าเพื่อจะเอาไปติดตั้งวันแรกที่อิมแพ็ค ทำได้ตั้งแต่ เที่ยงวันจนถึงเที่ยงคืนวันต่อไปอีก3วันจนถึง 30ทำได้ตั้งแต่ 9โมงเช้าจนถึงเที่ยงคืนถ้าจะทำต่อหลังเที่ยงคืนทางอิมแพ็คคิดชั่วโมงละหมื่น 
วันที่6 เสาร์ที่28 เมษา ขึ้นจิงเป็นวันที่2 อุ่นใจขึ้นเยอะเพราะได้ลองซ้อมขึ้นมาอย่างดีปัญหาหน้างานก็น้อยหน่อยเพราะไปเจอตอนอยู่โรงงานพี่หมอแล้ว แต่ปัญหาที่มองไม่เห็นก็ออกมาให้เห็นเรื่อยๆเป็นเรื่องปกติของปัญหาที่แสด
งตัวว่าปัญหามีตัวตนจิง
วันที่7 อาทิตย์ที่29 ก่อนวันสุดท้ายวันนี้ผนังเฟอร์ไม้เข้า ช่างไฟเข้า มันยุ่งวุ่นวายเพิ่มขึ้นแต่มันเป็นนัยยะว่างานก็จะใกล้เสร็จ


วันที่8 วันสุดท้ายวันจันทร์ที่30 เมษา ทุกอย่างต้องจบก่อนเที่ยงคืน 

ภาพถ่ายตอนเที่ยงคืนของวันที่ 30 เมษา งานเสร็จไปประมาณ99% งานสถาปนิกเริ่มวันที่ 1 - 6พ.ค. งานนี้ทุ่มทั้งตัว จนเสร็จสิ้นจนออกมาเป็นความฝันขนาดความสูง5.60 ม. กำลังคนจำนวนมหาศาลกับมันสมองของฝีมือช่าง ความเอาใจใส่ของพี่โทนี่และพี่ตั๊ก ทุกอย่างทำขึ้นเพื่อธุรกิจ ทุกคนมีจุดมมุ่งหมายไม่เหมือนกัน พี่โทนี่ก็คาดหวังกับลูกค้าที่เดินเข้ามาโยนงานระดับหลักล้านเป็นผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกับการลงทุนทำบูท สารพัดช่างก็ทำให้จบตามคำสั้งเจ้านายตลอดจนถึงโอทีที่จะได้ไปเลี้ยงครอบครัว เราเองกับเอกแค่นี้คงมีความสุขที่มันออกมาจากกระดาษมายืนท้าสายตาดึงดูดผู้คนให้มาเข้าบูทแค่นี้ ความสุข(ใจ)ก็มากพอไม่รู้จะใช้หน่วยไหนมาวัดค่าของมัน











