Wednesday, February 13, 2008
เรื่องนี้เกี่ยวกับความรัก
"เห้อ! ไอ้ต้อมมึงจะซื้ออะไรให้นุชว่ะ" ไอ้ชาติหัวหน้าห้องถามด้วยสีหน้าเครงเครียด
"และมึงละ มึงจะให้ไร" ไอ้ต้อมถามกลับด้วยสีหน้าอยากรู้
"แล้วมึงจะรู้ไปทำไม " ไอ้ชาติทำเสียงดังขึ้นใส่
" อ้าว ถ้ามึงซื้อของเหมือนกู กูจะได้ไปซื้อใหม่ จะได้ไม่ซ้ำมึง " ไอ้ต้อมรีบชี้แจง
" เอ้า มึงซื้อแล้วเหรอ กูยังไม่ได้ซื้อเลย กูเลยมาถามมึงเนี้ย แล้วตกลงมึงซื้อไรว่ะ" ไอ้ชาติถามย้ำ
" งันกูไม่บอกมึงหรอก เดี่ยวมึงเลียนแบบกู กูอุตสาหลอกถามอีแป้งมันมา ว่านุชชอบไร" ไอ้ต้อมเริ่มยั่วโมโหหัวหน้าห้อง
" อ้าว ไอ้เหี้ย! กูว่าอย่างมึงนะคงซื้อได้แค่ สติ๊กเกอร์รูปหัวใจละ ว้า 5555 " ไอ้ชาติแสดงพลังและอำนาจออกมาพร้อมเสียงหัวเราะ
" คนอย่างนุชนะ มันต้องเหมาะกับคนอย่างกู กูหัวหน้าห้องชาติ ลูกผู้ใหญ่แช่ม หลานกำนันโชคโว้ย ไม่เคยจีบใครไม่ติด ถ้ากูจะจีบใคร กูต้องได้"
" อ้าวและอีขวัญ ป.5 ละ มึงยังจีบไม่ติดเลย หรือไอ้เอ๋ ป.4 ห้องไอ้ไก่อ่ะ มึงก็จีบไม่ติด กูไม่เคยเห็นว่ามึงจีบใครติดสักคน"ไอ้ต้อมยั่วโมโหอีกครั้งเพราะมันรุ้ว่าไอ้ชาติดีแต่ปาก
" ไอ้เหี้ย!!! อีขวัญนั้นกูเลิกแล้วโว้ย กูเข้ากันไม่ได้ มันชอบตามตื้อกู กูเบื่อ ส่วนอีเอ๋ กูเปลี่ยนใจ กูไม่จีบเองแหละ กูว่ามันเตี้ยไปหน่อย ตอนเดินด้วยแล้วมันไม่เหมาะ "
" มันคบกันตอนไหนว่ะ และมึงสูงตายละ" ไอ้ต้อมพึงพำหลุดปากออกมา
" ไอ้ต้อมมึงว่าไรนะ " ไอ้ชาติทักด้วยสีหน้าเอาจริง
" เปล่าๆ กูแค่บอกว่า คนสูงอย่างมึงมันก็ไม่เหมาะกับอีเอ๋จิงๆ" ไอ้ต้อมทำสีหน้าเอียนๆ
" เดี่ยวพรุ่งนี้กูจะชวนนุชไปกินข้าวร้านป้าติ๋มหลังโรงเรียน กูบอกป้าไว้แล้วให้เค้าจองโต๊ะชั้น2 ข้างๆตู้ปลา กูว่ามุมนั้นโรแมนติคสุดละ
ไอ้ชาติเริ่มฝันหวานสีหน้าเริ่มเคลิ้ม
" โต๊ะนั้นกูจองแล้ว " ไอ้ต้อมหลุดปากออกมาเบาๆ
" อะไรนะ! มึงจองแล้ว มึงจะไปกินกับนุช ? นุชตอบรับนัดมึงแล้วเหรอ? เค้าไม่ว่างไปกับมึงหรอก เค้ารับนัดกูแล้วโว้ย " ไอ้ชาติอมยิ้มแบบสะใจ
" เค้ารับแล้วโว้ย !!! " ไอ้ต้อมตอบแบบทันควัน
" มึงนัดนุชกี่โมงว่ะ " ไอ้ชาติสีหน้าไร้ความมั่นใจหลังจากคำตอบของต้อมสิ้นสุดลง
" ตอนพักเที่ยง " ไอ้ต้อมยิ้มแบบมั่นใจ
" อะไรว้าเนี้ย ของกูตอนเย็นหลังเลิกเรียน "
สิ้นสุดคำตอบ ไอ้ต้อมและไอ้ชาติ ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ผิดหวังกับคำตอบของทั้งคู่ เสียงลูกบาสกระทบพื้นดังเบาๆเป็นระยะพอเป็นบรรยากาศระหว่างความเงียบของสองหนุ่ม
ตาของทั้งคู่เมอลอย ยามเย็นดวงจันทร์เริ่มมาเข้างานเหมือนทุกๆวัน เสียงลูกบาสเริ่มเบาบาง ความมืดเข้ามาแทนที่ ประสาทสัมผัสด้านรับรู้ถูกปิด ในสมองคิดแต่ภาพซ้ำๆ " พรุ่งนี้ตอนเที่ยงเจอกันนะ " ....... " ค่ะ" รอยยิ้มยังฝั่งตัวอยู่ในรอยหยักในหัว เสียงที่อ่อนนุ่มถูกเล่นซ้ำด้วยเครื่องเล่นที่อยุ่ด้านซ้ายของหน้าอก
มือของไอ้ต้อมล่วงของบางอย่างออกจากกระเป๋ากางเกง
" เออ มึงตอบถูก กูไม่มีปัญญาซื้อของดีๆแพงๆให้หญิงหรอก กูก็มีแค่ สติ๊กเกอร์รูปหัวใจ แค่นี้แหละ " ต้อมหยิบถุงพลาสติกภายในบรรจุหัวใจสีแดงสดไว้หลายช่องหัวใจ สติ๊กเกอร์ที่เก็บไว้ข้ามปี รอคอยการติดแน่น ข้างๆกันมีเงินชนิดแบงค์และชนิดเหริยญอีกหลายกำมือ เป็นการเก็บเล็กผสมน้อยเพื่ออาหารกลางวันในวันแห่งความรักและกับคนที่รัก
" เอ้า...ไหนมึงบอกว่าถามอีแป้งมาแล้วไง"
" กูไม่ได้ถามหรอก เพราะถ้ากูรู้ก็ไม่มีปัญญาซื้อให้อยุ่ดีแหละ กูก็เลยไม่ถาม" ไอ้ต้อมก้มหน้าตอบ แสงสว่างเหลือน้อยเต็มที
" เออ กูเห็นนุชบอกว่าจะพาเพื่อนไปกินด้วย กูว่า มันคงเห็นว่ากูรวยมั่ง ก็คงจะไปล่มทับกู ... กูไม่เข้าใจเลยนะเว้ย ทำไมผู้หญิงที่กูจีบแต่ละคน แม่งหวังจะกินเงินกู .... อย่างว่า กูแม่งไม่หล่อเหมือนไอ้พล มันนิ แม่งวันวาเรนไททีไร เสื้อแม่งมีแต่สติ๊กเกอร์ กูแม่งเดินเสื้อขาวทั้งวัน ไม่เห็นมีใคร แปะกูซักคน "
" อ้าวไหน มึงบอกว่ามึงจีบใครก็ติดไง " ไอ้ต้อมอมยิ้มแหย่ ไอ้ชาติอีกดอก
" ไอ้เหิ้ย !!! กูเลือกจีบโว้ย ที่ผ่านมากูเล่นๆ กูยังไม่เอาจิง " ไอ้ชาติอมยิ้มกับคำขี้คุยก้อนโต ที่หลุดออกมาจากปาก
" เดี่ยวหรุ่งนี้มึงค่อยดู เสื้อกูจะมีแต่สีแดง สติ๊กเกอร์รูปหัวใจล้วนๆ ไอ้ชาติหัวหน้าห้องซะอย่าง 555"
ไอ้ต้อมยิ้มรับกับบรรยากาศที่เป็นกันเอง ในสมองคิดว่าอย่างน้อย ก็มีเงินกินอาหาร ในวันที่ธรรมดา ได้อีกหลายวัน
ตอนนี้ท้องฟ้ามีแต่ดวงดาว ความมืดเข้ามาแทนที่แบบเต็มตัว
แต่กลับกัน ตาของ ชาติ กับ ต้อม สว่าง พอมองเห็นทางกลับบ้าน
ในมือของต้อม ยังกำหัวใจสีแดงของตัวเองไว้แน่น
สติ๊กเกอร์ยังรอคอยการแปะติดในปีต่อๆไป
Saturday, January 19, 2008
นิทรรศการ ภาพถ่าย เวียดนาม '08
ห้องที่ 1
ห้ามสัมผัสรูปถ่าย
ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มเข้ามารับประทาน
ห้ามส่งเสียงดังขณะชมนิทรรศการ

















สนใจภาพไหนติดต่อสอบถามราคา ที่เคาน์เตอร์ด้านหน้า
ห้องที่ 3 จะเปิดให้เข้าชม เร็วๆนี้
Friday, December 14, 2007
ความเจริญกึ่งสำเร็จรูป
"อากาศเย็น หาไรกินร้อนๆ ให้มันอุ่นท้องดีกว่า" เราคิดระหว่างเดินทอดน่อง(ให้ร้อน) บนอำเภอเล็กๆ ที่ใครๆ ก็รู้จัก คือ "อำเภอปาย" ถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนต่างที่ต่างทาง เดินหาและเสพความสุขช่วงวันหยุดกันอย่างเนืองแน่น บัวลอยใส่ไข่ หอมกลิ่นใบเตย น่าจะเข้ากับบรรยากาศไทยๆอย่างนี้ คนรอคิวยาวแต่ไม่ใช่ปัญหา เพราะหักลบกับความหอมของกลิ่นกะทิใบเตยแล้วคุ้ม
"ใส่ไข่หรือป่าวค่ะ " เราพยักหน้าแทนเสียง ระหว่างรอท้องร้องขอความเห็นใจ หม้อทองเหลืองร้อนๆ กับควันที่ลอยมาปะทะหน้า ท้องและเราชักจะทนรอชิมรสชาติแทบไม่ไหว แม่ค้าตักไข่แดงบวมๆพร้อมกับติดไข่ขาวมาพอเป็นพิธี และราดน้ำกะทิร้อน ใบเตยหอมเป็นอันจบการรอแบบทรมาน
และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!!! มีมือมารมาจากไหนไม่รู้ (แต่ก็รู้ว่ามันยืนอยู่ข้างๆ) มารับตัดหน้าเราไปแบบไร้ยาง (หน้าไม่) อาย เราหันมองตามไข่และกะทิไปแบบระยะประชิด จนมันโดนกลืนลงไปกระเพาะ
" ไข่กู " เราคิดในใจดังๆอยากให้ผัวเมียนรกมันได้ยิน และแล้วมันยังไม่หยุดความนรกลงแค่นั้น มันสั่งต่อให้เมียมันไปแบบติดๆอีก 1 ถ้วยโฟม เราคิดในใจว่าดีนะที่มันไม่สั่งไปเพื่อ พ่อ(ง) แม่ (ง)ที่บ้านอีก
สถานการณ์แบบแย่งกันกินแย่งกันใช้ไม่น่าเกิดขึ้นที่ "ปาย" ความคิดเริ่มบรรยาย ช่วงระหว่างรอไข่สุก เราหยิบดินสอในสมองออกมาระบายไว้ในกำมือไว้เพื่อจะมาเขียนในบล๊อค เราคิดว่าจะใช้ขื่อเรื่องว่า " ความเจริญกึ่งสำเร็จรูป" ละกัน น่าจะเข้ากับบรรยากาศเย็น แต่ที่ตาเริ่มชักจะร้อน
" ความเจริญกึ่งสำเร็จรูป " ไม่สุขและไม่ดิบ กลางๆ เพราะมันกึ่งๆ การได้ไปเห็นและได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงจนทำให้เกิดคำว่า เปลี่ยนไป ในทางดีหรือไม่ดี แล้วแต่คนชอบ แต่โดยส่วนตัว รู้สึกว่าไม่ดี, เสียดาย มันเป็นผลที่ตาถ่ายทอดมาถึงจิตใจ ความรู้สึกที่กำลังพูดถึงคือ สถานที่ ที่เคยมีเสน่ห์ น่าจดจำ น่าค้นหา และน่าอยู่อาศัย
Monday, October 29, 2007
มาตราส่วน 1 : ?
ใส่ใจสองช้อนชา เท่ากับ คิดถึงหนึ่งช้อนโต๊ะ
คิดถึงสองช้อนโต๊ะ เท่ากับ ชอบหนึ่งกำมือ
ชอบสองกำมือ เท่ากับ รักหนึ่งหยิบมือ
รักสองหยิบมือ เท่ากับ รักหนึ่งกำมือ
รักเท่ากำมือก็พอดี เท่ากับ หัวใจที่อยู่ซ้ายมือ
หญิงสาวหยิบกระดาษคำตอบสีชมพูที่มีข้อความข้างต้น ยื่นให้ชายหนุ่ม
ชายหนุ่มที่นั่งรอคำตอบกับคำที่บอก " รัก " ไป
เวลาผ่านไปหลักวินาที มันช่างยาวนานเหลือเกิน อาหารที่วางไว้เริ่มเย็น
รอคอยคำตอบอุ่นๆให้อะไรบางอย่างมันร้อนขึ้นมา
ชายหนุ่มหยิบมาอ่าน พร้อมทำหน้างุนงง กับท่าทีที่หญิงสาวแสดงออก
" แล้วตกลง ว่าไงอ่ะ "
ชายหนุ่มทวงถามแบบอมยิ้ม ในใจแบมือรอรับความรักตอบ
ดอกไม้ช่อใหญ่วางกองข้างหญิงสาว รอให้หมู่มวลแมลงบินมาดอมดม
หญิงสาวยิ้ม และตอบไปเบาๆๆว่า
" ก็แค่ สองช้อนชา "
ร้านอาหารร้านนี้ไม่มีแมลง จิงๆๆ
--------------------------------------
Wednesday, October 17, 2007
สวรรค์ชั้นตึก

ส่วนใหญ่ถ้าพูดถึงสวรรค์ ต้องเงยหน้ามองฟ้า และเราคงคิดว่ามันต้องอยู่ที่สูง ถ้าพูดถึงนรก คงต้องก้มหน้าลงดิน แค่ก้มหน้ากับเงยหน้า ก็บอกถึงความสดใสและหดหู่ได้โดยไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย
"วันนี้ได้ไปขึ้นสวรรค์มา " คำบอกเล่าจาก สารพัดอิง คุยฟุ้งบล๊อค พร้อมเชิดหน้ามองสวรรค์ชั้นเพดาน เป็นคำพูดชวนเชื่อ ที่เชื่อถือได้ มันเป็นสถานที ที่ควรจะจดจับและแนะนำให้หลายคนได้ไปช่วยกันจดและไปช่วยกันจำว่า ที่กรุงเทพ ยังมีมุมมองสวยๆ ไม่แพ้ ต่างประเทศเลยทีเดียว มีโอกาสไปดูงาน (อีกครั้ง) ที่สาธรใต้ เป็นสถานที่ที่สวรรค์ตั้งอยุ่ จิงๆๆ มันมีหลายที่แต่คิดว่ามุมมองนี้สูงสวยจนต้องเรียกว่า "สวรรค์"


Wednesday, August 15, 2007
หลังรอยยิ้มใต้หลังคา
ผู้หญิงที่มีเชื้อสายอิตาลีโดยกำเนิดเกิดจากฝีแปรงของ ดาวินชี ที่ตอนนี้พำนักพักพิงอยู่ที่ปารีส ฝรั่งเศส เรากำลังเอ่ยถึงผู้หญิงที่มีรอยยิ้มที่มาพร้อมกับเครื่องหมายคำถาม และหลายคนอยากรู้คำตอบ แม้กระทั่งตัว ดาวินชี เองยังไม่คิดมาก่อนว่ารอยยิ้มสีน้ำมันที่ตัวเองสร้างสรรค์ขึ้นมาจะมีคนสนใจมากกว่าหลายร้อยภาพที่ตัวเองวาดขึ้น
ตอนแรกไม่คิดว่าจะต้องมาอัพบล๊อคเกี่ยวกับหญิงสาวในชุดดำชาวอีตาลีตอนนี้คงได้เชื้อสายฝรั่งเศสไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเพราะอยู่มานาน เกิดแรงบันดาลใจจากการมองสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่กำลังเติบโตด้วยน้ำมือมนุษย์อยู่ใจกลางเมือง ตอนนี้ใครผ่านไปผ่านมาแถวสยาม มาบุญครอง จุฬา มีตึกที่กำลังจะเป็นตึกอยู่ในไม่ช้า ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางสี่แยกปทุมวัน มองมุมไหนก็จะเห็น อาคารรอคนเข้าไปใช้งานนั้นมันไม่ได้เป็นห้างสรรพสินค้าเหมือนอาคารเพื่อนๆในละแวกนั้น แต่อาคารนี้สร้างเพื่อศิลปะไม่ใช่พาณิชย์
การรออนุมัติการสร้างอาคารแห่งนี้ ต้องใช้หลายรัฐบาลเพราะผู้ใหญ่บางกลุ่มไม่เห็นชอบ จวบจนถึงยุคของผู้ว่าที่ชอบชิมไปบ่นไปก็แล้วยังไม่อนุมัติ แต่ท้ายที่สุดผืนผ้าใบที่เลอะสีก็ได้มีที่อยู่ในยุคของผู้ว่าพรรคที่รอดการโดนยุบมาอย่างหวุดหวิด
มีหลายคนเคยบอกไว้ว่าประเทศที่เจริญแล้วหรือไม่เจริญให้วัดกันที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ ที่บ้านเราเรียกกันว่าหอศิลป์ จำนวนยิ่งเยอะเท่าไรจิตใจมันจะช่วยกล่อมเกลาให้มนุษย์มีความเป็นมนุษย์และมีความแตกต่างกว่าสัตว์สังคมทั่วๆไป
หลายๆครั้งที่ประเทศไทยจัดนำเข้าทีมฟุตบอลดังๆระดับยุโรปมาเหยียบราชมังคลา และมาแวะกินหมูปิ้งที่หัวหมาก หรือ LINKIN PARK ยังเคยมาขี้ใส่โถที่อิมแพค เมืองทองธานีได้ และทำไม เจ๊โมนาลิซาจะมานั่งสะแยะยิ้มกลางสี่แยกปทุมวันให้เด็กสยามดูไม่ได้
หลังจากเกิดคำถามกับปูนซีเมนต์ขนาดยักษ์ตรงหน้าที่ตั้งบนทำเลทอง มันตอบมาเบาๆให้รอคอยต่อไป เพราะด้วยเหตุผลหลายๆประการ ตอนนี้ โมนาลิซา เหมือนโดนคุมขังไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน อยู่ในหลังคากระจกที่ฝังตัวเองอยู่ใต๊ดิน หรือ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์( Louvre Museum) สถานที่ที่อยู่อย่างถาวรของรอยยิ้มปริศนา โมนาลิซาไม่แตกต่างอะไรกับอองซานซูจี ความอิสระของรอยยิ้มอยู่ในที่จำกัด โมนาลิซาเธอเป็นบุคคลสำคัญรัฐบาลฝรั่งเศษดูแลรักษาอย่างดี ในตู้กระจกปรับอากาศกันกระสุน มันเป็นอีกเหตุปัจจัยที่การเดินทางไปไหนของโมนาลิซานั้นลำบากยิ่ง
ความเป็นศิลปะก็หนี้ไม่พ้นความเป็นพาณิชย์หรือหลายคนเรียกว่าพาณิชย์ศิลป์ การที่ลูฟร์มีโมนาลิซา THE NATIONAL GALLERY ที่ลอนดอน มี SUNFLOWERS ของแวงก๊อก วัดล่องขุ่นมีภาพของอาจารย์เฉลิมชัย รายได้ที่มาพร้อมกับความงามทำให้เศษฐกิจมันเฟื่องฟู และสิ่งสำคัญผืนผ้าใบเปื้อนสีมีคุณค่าเพิ่มตามกาลเวลา และยิ่งเพิ่มคุณค่าขึ้นทุกที การเคลื่อนย้ายงานศิลปะระดับโลกเป็นไปได้ยาก ใครอยากจะเห็นต้องไปตามหาและดูให้ถึงที่นั้นๆ
การรอคอยหอศิลป์ขนาดใหญ่ในประเทศไทยใกล้จบลง
แต่ต้องรอลุ้นว่าซักวันหนึ่งหอศิลป์ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
ในนั้นจะมีรอยยิ้มปริศนาของสาวอิตาลี มานั่งมองเด็กแนว เด็กสยาม ของเราดูบ้าง
ตอนนี้เราเริ่มอยากจะรู้แล้วสิว่า เจ๊โมนาลิซ่าหลังรอยยิ้มของเจ๊แกคิดอะไรอยู่ ?
Monday, July 9, 2007
ตาฟัง หูดู หัวหิน



ดาดฟ้า มองทะเล ที่ DUNE หัวหิน

Let's Sea เล็ท ซี หัวหิน
ครั้งแรกที่ได้เห็น ดีใจที่มีงานสวยๆตั้งอยุ่ในสยามประเทศ เรื่องธรรมชาติ ของเราสู้ในเวทีระดับโลกได้ แต่รีสอร์ทสวยๆหาได้ยากยิ่ง ถ้าสองอย่างนี้อยู่ด้วยกัน มันเป็นผลพลอยได้ที่คนไทยอย่างเราจะได้ไปสัมผัส
โสทประสาททั้งตาและหู เตรียมตัวรับความงามอย่างไพเราะ เมื่อรู้สึกเบื่อกับสิ่งที่เห็นเดิมๆ ฟังแต่เสียงเคยชิน ลองก้าวออกจากบ้านมานั่งมองเห็นภาพที่ดวงตาควรจะเห็น มานั่งฟังเสียงที่คลื่นเค้าคุยกัน ถ้าฟังเสียงของธรรมชาติออก มันคงแปลเป็นไทยได้ใจความว่า " โลกมันกว้างกว่าที่ดวงตามองเห็น "


