Tuesday, January 20, 2009

ความเดิมจากตอนที่แล้ว





ห่างหายจากการบอกเล่าความรู้สึก ความคิดตัวเองผ่านตัวหนังสือไปนาน ประมาณ 9 เดือนน่าจะได้มีเหตุการณ์ที่อยากจะบอกและอยากจะเล่าเยอะแยะมากมาย ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี เริ่มจากความเดิมของตอนที่แล้วๆ มาละกัน
กลับจากเชียงใหม่ช่วงสงกรานต์ ก็มาลุยงานขนาดหนัก มีภาระอันใหญ่หลวงกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง เริ่มจากการโดนโยกจากการนั่งอ๊อฟฟิคเย็นๆ มาอยู่หน้าไซร์งานร้อนๆ งานที่ได้รับมอบหมายคือการมาทำให้ลายเส้นในพิมพ์เขียวมีชีวิต ภารกิจนี้ไม่มีแค่เราคนเดียว มีเพื่อนๆ พี่ ๆ ที่อ๊อฟฟิค อีก8-9 ชีวิตที่มาร่วมทุกข์ร่วมสุข
โรงพยาบาลขนาดตึก 6 ชั้น ใช้เวลาทำแบบประมาณ 6 เดือน ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 เดือน 6เดือนที่ทำแบบกับ 5 เดือนที่หน้างาน มันสอนอะไรเราหลายๆอย่าง มีมิตรภาพระหว่างอ๊อฟฟิคเรากับอ๊อฟฟิคอื่นๆ มีทั้งเพื่อน ทั้งมิตร ทั้งศตรู ทั้งน้ำตา ทั้งรอยยิ้ม มีความรัก มีความเกลียด มีความภูมิใจ มีความเสียใจ มีความรู้ มีความไม่รู้ มีความลำบาก มีความสบาย แต่สุดท้ายบวก ลบ คุณ หารแล้วความสุขมากกว่าความทุกข์ แค่นี้แหละที่มนุษย์หลายคนถามหา

ปัจจุบันลายเส้นบนพิมพ์เขียวได้กลายเป็น 3 มิติ ประกอบรูปร่างเป็นโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว






ผ่านช่วงเวลาที่น่าจดจำมากไปหนึ่งช่วงเวลา ช่วงเวลาของการพักผ่อนก็บังเกิด แรงบันดาลใจในการเดินทางคราวนี้ เกิดจากการอ่านหนังสือของนิ้วกลม เรื่อง " นั่งรถไฟไปตู้เย็น " หนังสือได้เล่าถึงการเดินทางโดยรถไฟขึ้นไปทางเหนือสุดของประเทศจีนซึ่งมีความหนาวเย็นระดับติดลบทุกอย่างถูกหยุดและแข็งเหมือนไม่มีสิ่งมีชีวิต เราอ่านไม่ทันได้จบเล่ม เราไม่รอช้าหยิบโทรศัพท์ โทรจองตั๋วรถไฟไปเหนือเกือบสุดของประเทศ "เชียงใหม่-แม่ฮองสอน" เป็นจุดหมายปลายทาง กะว่าช่วงลาพักหนาวจะอ่านหนังสือเล่นนี้ให้จบ



" ปายและแม่ฮองสอน" เป็นที่ที่เคยไปและอยากไปอีก ปายครั้งนี้ไม่แตกต่างจากความรุ้สึกเดิมๆ เห็นการเติบโตของปาย ไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้น เป็นแหล่งที่นักลงทุนมองหา คนขายของส่วนใหญ่ก็มาจากจังหวัดใกล้เคียง คนปายเองให้เช่าที่ เช่าบ้าน และหอบเงินที่เซ้ง ย้ายไปอยู่บนเขา บนดอย ปายเป็นแหล่งดึงดูดเงินแค่ 4-5 เดือน นอกนั้นก็จะเป็นฤดูร้อนและฤดูฝน ฤดูร้อนเองก็มีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาพักเป็นเดือนๆ นักท่องเที่ยวไทยน้อยเต็มที เคยไปช่วงหน้าร้อนทีหนึ่ง เหมือนเมืองร้าง ฤดูฝนก็ไม่ต้องพูดถึง น้ำท่วมตั้งแต่แม่น้ำปายไปจนถึงสี่แยกไฟแดง (เดี่ยวนี้มีคนตั้งซื่อให้ละ เป็นสี่แยกปายหนาว) ร้านค้าน้อยร้านที่เปิดตลอดทุกฤดู ส่วนใหญ่ร้านค้าก็ปิดตัวลง รอให้ลมหนาวมาระลอกใหม่ ปายก็จะคึกคักมีชีวิตเป็นขุมเงินขุมทองของนักลงทุนต่อไป การเลือกลงทุนในปายต้องคิดให้รอบครอบ การเซ้งบ้านระยะยาวปีต่อปี อันตราการเสี่ยงสูงมาก นักลงทุนควรระมัดระวัง







แม่ค้าขายไส้อั่วเล่าว่า "แม่ค้าส่วนใหญ่ เลือกที่จะเช่าเป็นแผงมาตั้ง ถึงเวลาก็ออกไปพักรอบนอกเมือง หมดช่วงฤดูหนาวก็กลับลงเชียงใหม่บ้าง กทมบ้าง หรือหาทำเลทองทำเงินกันต่อไป อย่างวันเคาน์ดาวน์คืน 30 ธันวา เค้าเรียกว่า "วันปายแตก" มีของเท่าไรก็หมด คนเยอะมาก คืน คืนเดียวขายได้หลายหมื่นบาท" แม่ค้าเล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

อย่างเจ้าของร้าน มู MU เล่าให้ฟังว่า บางที่การเป็นเมืองเล็กๆ อย่างปาย ไม่สามารถรองรับคนจำนวนหลายหมื่นคนได้ น้ำมันหมดเมือง ไม่มีน้ำมันใช้ ข้าวหมด .....
อย่างปางอุ้ง ไปเป็นปีที่สองติดต่อกัน เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ไม่ได้เปลียนแปลงเรื่องของธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ ที่รู้เท่าทันความเจริญ เริ่มตั้งกฏในการเข้าพัก นับจำนวนคนเข้า-ออก



การยับยังความเจริญนั้นยากยิ่ง ถ้าจิตใต้สำนึกของมนุษย์ยังคิดแต่เรื่องเงิน เงิน และก็เงิน

การเดินทางจบลงไปพร้อมกับหนังสือของนิ้วกลม หลายคำพูดในหนังสือ ยังจำและยังติดอยุ่ในความคิด การเดินทางให้อะไรมากกว่าการอยู่เฉยๆ หลายคนเชื่อแบบนั้น

ความเดิมของตอนที่แล้วยังไม่จบลงง่ายๆ แค่นี้ ห่างหายไป ตั้งเกือบ 9 เดือน เล่าแค่นี้คงไม่ใช่ สารพัดอิง ต่อไปกันเลย

"หลวงพระบาง ประเทศ ลาว" ทริปนี้ห่างจากทริปแรกแค่ 2 อาทิตย์ การเดินทางไปหลวงพระบาง ไม่แพ้ไปแม่ฮองสอนเลย โค้งเยอะไม่แพ้กัน แต่สิ่งที่ชอบ และประทับใจไม่ใช่ที่หลวงพระบาง แต่เป็นที่ วังเวียง
" วังเวียง" เป็นทางผ่านระหว่าง เวียงจัน ไปหลวงพระบาง นักท่องเที่ยวหลายคนนั่งผ่านไป บางคนนอนพักเพื่อรอเดินทางต่อ วังเวียง เป็นเมืองเล็กๆที่มีทิวเขาสวยงาม มีแม่น้ำซอง ไหลผ่านเราไปครั้งแรกเรานึกถึงแม่น้ำปาย และอำเภอปายที่เพิ่งไปมา เพื่อนร่วมทริปที่พาเราไปให้รุ้จักวังเวียง ถามเราว่า ปายกับที่นี้ไหนสวยกว่ากัน ความรุ้สึกแรก เหมือนๆกัน มีอะไรหลายอย่างคล้ายกัน ในความรู้สึกแรก




แต่พอพักไปซักคืนสองคืน เริ่มมีอะไรหลายๆอย่างที่ปายไม่มี ความเป็นธรรมชาติของผู้คน ความเป็นธรรมชาติของบรรยากาศ วังเวียงไม่แตกต่างอะไรกับปายเมือหลายปีก่อน วังเวียงยังสวย สงบ และน่าค้นหา และยังรอคอยนักลงทุน มันทำให้มันไร้ค่า ไร้ราคา ข่าวดีของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ภายในเดือนนี้ วังเวียงจะได้จดทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นแหล่งที่ 3 ของลาว ต่อจากหลวงพระบาง โดยส่วนตัวแอบคิดในใจว่า ไม่แน่ใจว่าได้มรดกโลกด้านไหน แต่เป็นความภาคภูมิใจของคนลาวเลยละ






ว่าด้วยหลวงพระบาง บังเอิญไม่ได้ดูหนังเรื่อง สบายดีหลวงพระบาง เห็นเค้าว่าสวยนักสวยหนาแต่เราไปถึงเราว่ามันเจริญ เจริญมาก เจริญ กว่าที่ในหัวเราคิดไว้ เพื่อนที่พาเรามาบอกว่าเมือ 5 ปีก่อน ยังไม่เป็นแบบนี้เลย ตอนก่อนคนลาว นุ่งผ้าซินปั่นจักรยาน ตอนนี้ นุ่งผ้าซินขี่มอเตอร์ไซร์ ปัจจุบัน คนลาวไม่นุ่งอะไรเลย ขี่มอร์เตอร์ไซร์ 555 ( ล้อเล่น น้า ) 555
อีกไม่นาน ร้านค้าขายส่ง ขายปลีก คงเต็มเมือง เมือมาเปรียบกับเชียงใหม่บ้านเรา เชียงใหม่บ้านเราเจริญกว่าและ เก่ากว่าหลวงพระบาง ( ข้อมูลอ้างอิง .................................... ) เติมเองตามชอบใจ




เกือบลืมสิ่งที่ประทับใจมากๆๆ อีกอย่างที่นอกเหนือกว่าการใส่บาตรข้าวเหนียว คือการได้ไปเต้นสลอป (ไม่แน่ใจว่าเขียนถูกหรือป่าว) การเต้นสลอปของลาว คือการเต้นพร้อมๆกัน มีเพลงและจังหวะเฉพาะ คล้ายๆจังหวะ ชาช่าช่า บ้านเรา แต่นี้เต้นพร้อมกัน เดินหน้า ถอยหลัง แตะขา หมุนตัว คนหลายสิบคนเต้นพร้อมๆกัน น่ารักดีไม่หยอก ผับที่นี้จะเต้นสลับไปมาเพลงปัจจุบันกับเพลงประจำชาติ เต้นสลอปบ้าง รำวงบ้าง โยกหัวแบบร็อคบ้าง ว่าไปตามเพลงที่เปิด





รอยยิ้มในลาวมีให้เห็นเรื่อยไป คำพูดบางคำฟังแล้วต้องอมยิ้ม ไฟเขียวไฟแดง ที่ลาว เค้าเรียกไม่เหมือนบ้านเรา ไฟแดง เรียกไฟอำนาจ ไฟเหลือง ไฟวัดใจ ไฟเขียว ไฟเสรี .................


ทริปนี้จบไปแบบนิ่มๆ เนั้นเข้าวัดทำบุญกินเบียร์(เบยลาว) ซะเยอะ จิงๆควรจะเว้นวรรคห่างกันหน่อยจะได้ดูดีขึ้น

ทริปนี้จบไปแบบนิ่มๆ เนี้นเข้าวัดทำบุญ กินเบียร์(เบยลาว)ซะเยอะ
อย่างงี้น่าจะดีกว่า

การเดินทางยังไม่จบลงแค่นี้ เมือสิ่งที่คิดและเตรียมไว้ได้ผ่านการอนุญาติจากทางบ้าน อ๊อฟฟิค และสถานทุต และสิ่งสำคัญ ใจตัวเราเอง แล้ว

หลังกลับจากเที่ยวลาว แค่ 1 อาทิตย์ ผลวีซ่าผ่าน การไปเรียนภาษาต่อที่อังกฤษจึงเริ่มต้น เตรียมตัวแค่ 1 อาทิตย์ กับระยะเวลา 1 ปี ที่อยู่ที่อังกฤษ ................





การเดินทางให้อะไรมากกว่าการอยู่เฉยๆ เราก็ยังเชื่อแบบนั้น





์

Friday, April 18, 2008

หลุมหลบภัย(ร้อน)



















อากาศร้อนมันมาตรงเวลาไม่เคยเลื่อนไม่เคยลืม มันมาบอกและย้ำเตื่อนเราเสมอว่า สยามประเทศของเราเป็นประเทศเมืองร้อนชื้น ...อบ อ้าว เหนียว ฝน แฉะ และอีกมากมาย แล้วแต่ใครจะเรียก ในยามที่คนทั้งโลกรุ้จัก กับสภาวะโลกร้อน แต่ คนไทย รุ้จัก โลกร้อนก่อนชาติไหนๆในโลก ยาวนานพอๆกับความนิยมของแป้งเย็นตรางู

เข้าเดือนเมษา เป็นช่วงที่อากาศในเมืองไทย เข้าสู่ฤดูร้อนอย่างสมบูรณ์แบบ แสงแดดจากดวงอาทิตย์ทำงานเต็มกำลัง แต่คนไทยสมัยก่อนก็รู้ทันสภาวอากาศ คิดและริเริ่มการละเล่นผสมศิลปะและวัฒนธรรมให้เข้ากับความเป็นเมืองร้อนชิ้น อบ อ้าว เหนียว ฝน แฉะ โดยการกำหนดวันในช่วงเดือนเมษาให้มีประเพณีสงกรานต์ การละเล่นที่มีน้ำเข้ามาเกี่ยวข้อง สมัยก่อนอากาศร้อนน้อย ก็แค่ รดน้ำ ดำหัว สมัยนี้ อากาศ ร้อนมากขึ้น ก็เป็น รดหัว ดำน้ำ

เมือปีก่อนช่วงสงกรานต์ไปเล่นน้ำที่เชียงใหม่ อากาศร้อนแต่พอทนไหว แต่ปีนี้สงกรานต์ก็ไปเชียงใหม่ ช่วงกลางวัน อากาศร้อน ถึง ร้อนมาก สุดจะทนไหว แสงแดดที่แผดเผาลงมา ถึงกับมีอาการแสบๆคันๆ วิวระยะนกมองบนดอยสุเทพ ในเวลากลางวันแทบจะมองลงมาไม่เห็นตัวเมืองเชียงใหม่ เพราะโดนพิษของหมอกควัน ในการเผาป่า

ในสภาวะอากาศร้อนขนาดนี้ เป็นสิ่งที่ยั่วยวนนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาสัมผัส ถ้าท่องเที่ยวลงทางใต้ แสงแดดสะท้อนน้ำทะเลเห็นความเขียวความใส ราวกับในทะเลอ่าวไทยมีเพชรพลอยมาประดับล้อเล่นกับแสงแดด ระยิบระยับท้าสายตา มนุษย์โลกนัยตาน้ำข้าวยิ่งนัก ฝั่งอันดามัน ก็ไม่แพ้กัน ช่วงฤดูร้อนทะเลอ่าวไทยและอันดามันยืนท้าแดดท้าลมเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มารู้จักสนิทสนม และลงเอ๋ยด้วยการมากินอยู่ หลับนอน หลายต่อหลายคน ไปแล้วกลับมาต้องติดใจในความงาม เพราะอ่าวไทยมีเพชรพลอย อีกฝั่งก็มีไข่มุกแห่งอันดามัน

ความเย็นทีสาดใส่กันในระยะเวลา 5 วัน ช่วยให้อากาศที่เชียงใหม่ เย็นขึ้นได้พอสมควร แต่หมดเทศกาลสงกรานต์ ไอแดดก็สะท้อนพื้นถนนขึ้นมาเหมือนเป็นกะทะร้อนๆ ขนาดยาวที่ไหลเหลียวไปตามทางให้ร้อนกันได้ทั่วทั้งเมือง ช่วงเวลากลางวันที่แสงแดดลงมากระทบกับวัตถุถ่ายทอดลงมาเป็นเงา ความเข็มของสีเงา ใกล้เคียงสีดำมาก เพราะความสว่างของแสงที่ส่องลงมา เมืองเชียงใหม่ที่ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นเมืองที่มีอากาศเย็นลำดับต้นๆที่นึกถึง คนเมืองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาวะอากาศที่พลันแปรตามกาลเวลา

เราเดินสำรวจและทำการบ้านก่อนไปเชียงใหม่ไว้ระดับหนึ่ง จุดมุ่งหมายแรกๆที่นึกถึงมีหลายอย่างที่อยากทำและอยากไป เราเลือกมาหนึ่งอย่างที่อยากจะเขียนและอยากจะเล่า และให้เข้ากับเรื่องที่โปรยหัวไว้ กินพื้นที่ไปหลายบรรทัดก่อนหน้านี้
สถานที่หลบภัยร้อนในช่วงกลางวันของคนเมือง มี 2 สถานที่ร้อนๆ ที่อยากจะแนะนำและอยากให้ไป แต่ถ้าเป็นคนเมืองอยุ่แล้วคงเคยชิน และคงรู้ว่าสถานที่เหล่านี้มัน HOT และมันร้อนจิงๆ

สถานที่แรก อยู่บนถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 9 บนทำเลทอง คิดดูสิว่า มันเป็นทำเลทองขนาดไหน? ถ้าเปรียบถนนนิมมานเหมินทร์ ที่เชียงใหม่ กับ ถนนใน กทม. คงได้เป็น ถนนสุขุมวิท หรือไม่ ก็ทองหล่อ เป็นแน่แท้ ที่ดุเด็ดและเผ็ดมันไปกว่านั้น บนทำเลทองที่ว่า เป็นทำเลที่แย่งชิงการตลาดของคนคอกาแฟโดยเฉพาะ ลองเดินเข้าไปในซอย 9 ไม่ไกล ขวามือคือเจ้ามหาอำนาจของกาแฟในเมืองไทย สตาร์บัคส่งเข้าประกวด อยุ่ในมุมเขียวตุ้นๆ ด้านข้างใช้กำแพงร่วมกัน เป็นกาแฟของคนเมือง มีนามว่า กาแฟวาวี อยุ่ในมุมแดงอมน้ำตาล เลยไปนิดตรงกันข้าม กับกาแฟวาวี คือกาแฟน้องใหม่ 94 ' อยุ่ในมุมแดงเลือดหมู

3 ร้านอยุ่ในบริเวณเดียวกัน แต่ละร้านมีอารมณ์ความรุ้สึกแตกต่างกัน ตามรสชาติของกาแฟ บวกกับบรรยากาศภายในร้านและเสียงเพลงที่คลอเคลีย ข้างๆหู สถานที่แรกที่อยากจะแนะนำ คงไม่ใช่สตาร์บัค และ 94' เป็นแน่ เพราะ 2 ร้านนี้หาชม หาชิม กันได้ในหลายๆจังหวัดอยู่แล้ว ร้านที่จะแนะนำ เป็นร้านเดียวที่แย่งชิงการตลาดและ น๊อคเอ้าท์คู่ต่อสู้ลงไปแบบ 2 รุ่ม 1 ได้อย่างสบาย คือ " กาแฟวาวี "

ร้านตกแต่งโดยเอาการเอาบ้านเก่ามาทำใหม่ ด้านในบ้านติดแอร์เย็นช่ำ ภายนอกทำเป็นระเบียงไม้โดยรอบ ที่นั่ง รอมรอบไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ แสงแดด ที่ส่องผ่านร่มไม้ลงมาพอเป็นเงา ให้บรรยกาศเหมือนนั่งอยุ่ในสวนหลังบ้าน มองไปดีๆ บางต้นเป็นต้นลิ้นจี่ บางผลสีแดงรอคอยการเด็ด บางผลสีแหลืองอมแดง ยังต้องรอเวลาการเป็นลิ้นจี่ต่อไป ถึงแสงแดดภายนอกร้านจะร้อนเพียงใด ลมเย็นๆที่ผัดผ่านสวนธรรมชาติเข้ามา ก็กลายเป็นลมเย็นๆ พอให้กาแฟในแก้ว ส่งกลิ่นหอมลอยมาปะทะโสดประสาทให้รับรู้
เสียงที่ได้ยินนอกเหนือจากเสียงธรรมชาติ เป็นเสียงที่ดังมาจากลำโพง เป็นเสียง สะล้อ ซอ ซึง ตามแบบฉบับของร้านคนเมือง สิ่งที่บรรยายไปทั้งหมด มันทำให้ รสชาติกาแฟในแก้วมีชีวิตมีชีวาขึ้นมามาก เลยไม่แปลกใจเลยว่า ในฤดูร้อนที่เพิ่งเริ่มต้น ที่หลบร้อนที่นึกถึงเป็นที่ แรกๆ คงมี ร้านกาแฟวาวี ถนนนิมมาน ซอย 9 อยู่ในใจใครหลายๆคน


































































ร้านที่ 2 ที่จะแนะนำ เป็นร้านที่เพิ่งเสร็จได้ไม่นาน ร้านที่เพิ่มสีสันให้จังหวัดเชียงใหม่ ได้ไม่น้อย ตั้งอยู่บนถนนนิมมานเหมินทร์(อีกแล้ว) ซอย 17 เข้าซอยไปได้สักพักและจะเจอป้ายสีเหลื้องๆ ทรงกลมมีหู มีตัวอักษรบอกซื่อร้านเป็นสีดำ เขียนเอาไว้ว่า " iberry" แค่เห็นป้าย ความเย็นระดับเสียวฟันก็มาท้าทายเราอยู่ตรงหน้าแล้ว
ร้าน iberry ร้านนี้เพิ่งลงหนังสือตกแต่งบ้านหลายต่อหลายเล่ม ยังไม่นับรายการทีวี อีกหลายต่อหลายรายการ เสห์ของร้านนี้ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างเป็นกันเอง ตามสไตล์ของเจ้าของ เจ้าของก็ไม่ใช่คนอื่นไกล " โน๊ต อุดม " ที่หลงไหลเมืองเชียงใหม่และหลงไหลเจ้าของ iberry ไปพร้อมๆกัน มันทำให้เกิดร้าน iberry สไตล์โน๊ต ขึ้นมา

โดยส่วนตัวขอชื่นชมและชื่นชอบกับไอเดียและไอติม ในร้านมากๆ เดินไปทางไหน มีแต่ลูกเล่นลูกล่อลูกชนเยอะ เต็มไปหมด ยังกับไปเดินเล่นที่สวนสนุก หน้าร้านมีต้นไม้ขนาดใหญ่ ถึงใหญ่มากๆ ทางร้านที่มีไอเดียตกแต่งบันเจิด เอาชิงช้าระดับความสูงที่ห้อยมาจากกิ่งหลายเมตร มาห้อย เป็นชิงช้าที่มีเชือกห้อยสูงที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา และเป็นที่ที่คู่รักหลายต่อหลายคู่มาพักพิง

สถานที่ที่ขายความเย็น เป็นหลัก ขายความน่ารักเป็นรอง มันทำให้ อากาศที่ร้อนภายนอก มาเจอร้านที่เย็นกายและเย็นใจ อะไรๆ ที่ร้อนๆ ก็เย็นๆลงตามความเป็นกันเองของสไตล์ " โน๊ต อุดม"






































































































































































































อากาศร้อน ก็ร้อนแค่ภายนอก ภายใน เย็นๆเข้าไว้ อะไรๆ ก็สู้ได้
ท้ายที่สุด " มันก็แค่ อากาศ " พี่ตูน บอดี้สแลมเค้าบอก

Wednesday, February 13, 2008

เรื่องนี้เกี่ยวกับความรัก

......

"เห้อ! ไอ้ต้อมมึงจะซื้ออะไรให้นุชว่ะ" ไอ้ชาติหัวหน้าห้องถามด้วยสีหน้าเครงเครียด

"และมึงละ มึงจะให้ไร" ไอ้ต้อมถามกลับด้วยสีหน้าอยากรู้

"แล้วมึงจะรู้ไปทำไม " ไอ้ชาติทำเสียงดังขึ้นใส่

" อ้าว ถ้ามึงซื้อของเหมือนกู กูจะได้ไปซื้อใหม่ จะได้ไม่ซ้ำมึง " ไอ้ต้อมรีบชี้แจง

" เอ้า มึงซื้อแล้วเหรอ กูยังไม่ได้ซื้อเลย กูเลยมาถามมึงเนี้ย แล้วตกลงมึงซื้อไรว่ะ" ไอ้ชาติถามย้ำ

" งันกูไม่บอกมึงหรอก เดี่ยวมึงเลียนแบบกู กูอุตสาหลอกถามอีแป้งมันมา ว่านุชชอบไร" ไอ้ต้อมเริ่มยั่วโมโหหัวหน้าห้อง

" อ้าว ไอ้เหี้ย! กูว่าอย่างมึงนะคงซื้อได้แค่ สติ๊กเกอร์รูปหัวใจละ ว้า 5555 " ไอ้ชาติแสดงพลังและอำนาจออกมาพร้อมเสียงหัวเราะ

" คนอย่างนุชนะ มันต้องเหมาะกับคนอย่างกู กูหัวหน้าห้องชาติ ลูกผู้ใหญ่แช่ม หลานกำนันโชคโว้ย ไม่เคยจีบใครไม่ติด ถ้ากูจะจีบใคร กูต้องได้"

" อ้าวและอีขวัญ ป.5 ละ มึงยังจีบไม่ติดเลย หรือไอ้เอ๋ ป.4 ห้องไอ้ไก่อ่ะ มึงก็จีบไม่ติด กูไม่เคยเห็นว่ามึงจีบใครติดสักคน"ไอ้ต้อมยั่วโมโหอีกครั้งเพราะมันรุ้ว่าไอ้ชาติดีแต่ปาก

" ไอ้เหี้ย!!! อีขวัญนั้นกูเลิกแล้วโว้ย กูเข้ากันไม่ได้ มันชอบตามตื้อกู กูเบื่อ ส่วนอีเอ๋ กูเปลี่ยนใจ กูไม่จีบเองแหละ กูว่ามันเตี้ยไปหน่อย ตอนเดินด้วยแล้วมันไม่เหมาะ "

" มันคบกันตอนไหนว่ะ และมึงสูงตายละ" ไอ้ต้อมพึงพำหลุดปากออกมา

" ไอ้ต้อมมึงว่าไรนะ " ไอ้ชาติทักด้วยสีหน้าเอาจริง

" เปล่าๆ กูแค่บอกว่า คนสูงอย่างมึงมันก็ไม่เหมาะกับอีเอ๋จิงๆ" ไอ้ต้อมทำสีหน้าเอียนๆ

" เดี่ยวพรุ่งนี้กูจะชวนนุชไปกินข้าวร้านป้าติ๋มหลังโรงเรียน กูบอกป้าไว้แล้วให้เค้าจองโต๊ะชั้น2 ข้างๆตู้ปลา กูว่ามุมนั้นโรแมนติคสุดละ

ไอ้ชาติเริ่มฝันหวานสีหน้าเริ่มเคลิ้ม

" โต๊ะนั้นกูจองแล้ว " ไอ้ต้อมหลุดปากออกมาเบาๆ

" อะไรนะ! มึงจองแล้ว มึงจะไปกินกับนุช ? นุชตอบรับนัดมึงแล้วเหรอ? เค้าไม่ว่างไปกับมึงหรอก เค้ารับนัดกูแล้วโว้ย " ไอ้ชาติอมยิ้มแบบสะใจ

" เค้ารับแล้วโว้ย !!! " ไอ้ต้อมตอบแบบทันควัน

" มึงนัดนุชกี่โมงว่ะ " ไอ้ชาติสีหน้าไร้ความมั่นใจหลังจากคำตอบของต้อมสิ้นสุดลง

" ตอนพักเที่ยง " ไอ้ต้อมยิ้มแบบมั่นใจ

" อะไรว้าเนี้ย ของกูตอนเย็นหลังเลิกเรียน "



สิ้นสุดคำตอบ ไอ้ต้อมและไอ้ชาติ ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ผิดหวังกับคำตอบของทั้งคู่ เสียงลูกบาสกระทบพื้นดังเบาๆเป็นระยะพอเป็นบรรยากาศระหว่างความเงียบของสองหนุ่ม



ตาของทั้งคู่เมอลอย ยามเย็นดวงจันทร์เริ่มมาเข้างานเหมือนทุกๆวัน เสียงลูกบาสเริ่มเบาบาง ความมืดเข้ามาแทนที่ ประสาทสัมผัสด้านรับรู้ถูกปิด ในสมองคิดแต่ภาพซ้ำๆ " พรุ่งนี้ตอนเที่ยงเจอกันนะ " ....... " ค่ะ" รอยยิ้มยังฝั่งตัวอยู่ในรอยหยักในหัว เสียงที่อ่อนนุ่มถูกเล่นซ้ำด้วยเครื่องเล่นที่อยุ่ด้านซ้ายของหน้าอก


มือของไอ้ต้อมล่วงของบางอย่างออกจากกระเป๋ากางเกง

" เออ มึงตอบถูก กูไม่มีปัญญาซื้อของดีๆแพงๆให้หญิงหรอก กูก็มีแค่ สติ๊กเกอร์รูปหัวใจ แค่นี้แหละ " ต้อมหยิบถุงพลาสติกภายในบรรจุหัวใจสีแดงสดไว้หลายช่องหัวใจ สติ๊กเกอร์ที่เก็บไว้ข้ามปี รอคอยการติดแน่น ข้างๆกันมีเงินชนิดแบงค์และชนิดเหริยญอีกหลายกำมือ เป็นการเก็บเล็กผสมน้อยเพื่ออาหารกลางวันในวันแห่งความรักและกับคนที่รัก


" เอ้า...ไหนมึงบอกว่าถามอีแป้งมาแล้วไง"

" กูไม่ได้ถามหรอก เพราะถ้ากูรู้ก็ไม่มีปัญญาซื้อให้อยุ่ดีแหละ กูก็เลยไม่ถาม" ไอ้ต้อมก้มหน้าตอบ แสงสว่างเหลือน้อยเต็มที

" เออ กูเห็นนุชบอกว่าจะพาเพื่อนไปกินด้วย กูว่า มันคงเห็นว่ากูรวยมั่ง ก็คงจะไปล่มทับกู ... กูไม่เข้าใจเลยนะเว้ย ทำไมผู้หญิงที่กูจีบแต่ละคน แม่งหวังจะกินเงินกู .... อย่างว่า กูแม่งไม่หล่อเหมือนไอ้พล มันนิ แม่งวันวาเรนไททีไร เสื้อแม่งมีแต่สติ๊กเกอร์ กูแม่งเดินเสื้อขาวทั้งวัน ไม่เห็นมีใคร แปะกูซักคน "

" อ้าวไหน มึงบอกว่ามึงจีบใครก็ติดไง " ไอ้ต้อมอมยิ้มแหย่ ไอ้ชาติอีกดอก

" ไอ้เหิ้ย !!! กูเลือกจีบโว้ย ที่ผ่านมากูเล่นๆ กูยังไม่เอาจิง " ไอ้ชาติอมยิ้มกับคำขี้คุยก้อนโต ที่หลุดออกมาจากปาก


" เดี่ยวหรุ่งนี้มึงค่อยดู เสื้อกูจะมีแต่สีแดง สติ๊กเกอร์รูปหัวใจล้วนๆ ไอ้ชาติหัวหน้าห้องซะอย่าง 555"


ไอ้ต้อมยิ้มรับกับบรรยากาศที่เป็นกันเอง ในสมองคิดว่าอย่างน้อย ก็มีเงินกินอาหาร ในวันที่ธรรมดา ได้อีกหลายวัน



ตอนนี้ท้องฟ้ามีแต่ดวงดาว ความมืดเข้ามาแทนที่แบบเต็มตัว
แต่กลับกัน ตาของ ชาติ กับ ต้อม สว่าง พอมองเห็นทางกลับบ้าน
ในมือของต้อม ยังกำหัวใจสีแดงของตัวเองไว้แน่น
สติ๊กเกอร์ยังรอคอยการแปะติดในปีต่อๆไป







Saturday, January 19, 2008

นิทรรศการ ภาพถ่าย เวียดนาม '08

ห้องที่ 2 เปิดให้บริการแล้วคับ


ห้องที่ 1



ห้ามสัมผัสรูปถ่าย
ห้ามนำอาหารและเครื่องดื่มเข้ามารับประทาน
ห้ามส่งเสียงดังขณะชมนิทรรศการ














































































ห้องที่ 2






































สนใจภาพไหนติดต่อสอบถามราคา ที่เคาน์เตอร์ด้านหน้า
หรือทิ้งที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ไว้ทางเราจะติดต่อกลับไป

ห้องที่ 3 จะเปิดให้เข้าชม เร็วๆนี้