หาแรงบันดาลใจในสปาเก็ตตี้ (ต่อ)
ถ้าเปรียบของดีไซน์ทุกอย่างบนโลกใบนี้ เป็นน้ำ มันไม่ต่างจากคนที่กระหายน้ำ รอคอยเพื่อที่จะทำให้ร่างกายมันกระชุ้มกระชวย นักออกแบบมักจะเสพและติดกับของดีไซน์ ขาดไม่ได้ ยิ่งได้เห็น ยิ่งได้ดู ยิ่งได้ยิน ยิ่งได้ทำ จากการบริโภคน้ำเข้าไปมากๆ จากน้ำ มันจะกลายเป็นไฟ
งานมิลานแฟร์ จะมีทุกปี ช่วงเดือน ประมาณเมษา ปีนี้จัดขึ้นวันที่ 22 -27 .04.09 สถานที่จัดงาน อยุ่ที่ Fiera Milano,Rho อยู่นอกตัวเมืองมิลานไปประมาณ ครึ่งชม ถ้าเดิินทางโดย รถไฟ (Metro แต่ที่อังกฤษ เรียก Underground หรือมีแสลงว่า Tube) สถานที่จัดงานยิ่งใหญ่และสวยงามสมคำล้ำลือ ถ้าเปรียบเทียบแล้วให้นึกภาพออก ก็คล้ายๆอิมแพ็คเมืองทองธานีบ้านเรา แต่ใหญ่กว่าประมาณ 3-4เท่าตัว ที่นี้มีฮอร์แสดงงานทั้งหมด 24 ฮอล์ แยกเป็นอาคารทั้งหมด 8 อาคาร แบ่งเป็น 2 ฝั่ง มีทางเดินที่เชื่อมอาคารอยู่ตรงกลาง มีความยาวเป็นกิโล ทางเดินเชื่อมมี2ชั้น ชั้นด้านบน ปกคลุมไปด้วยหลังคากระจกใสออกแบบคล้ายๆเกลียวคลื้นที่คลุมยาวตลอดทางเดิน สวยเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกล ขนาดถึงขั้นว่ากระต่ายบนดวงจันทร์ยังต้องหยุดตำข้าวชั่วขณะ ( เพราะคุณสามาถมองเห็นคำบอกเล่านี้ได้จาก Google Earth )
ถ้าดูจากการแบ่งโซนของงาน โดยใช้สีเป็นตัวกำหนดว่าสีไหนเป็นโซนอะไร แยกเป็น สีแดง เป็นโซน Classico/Classic มีอยู่ 4 ฮอล์ , สีน้ำเงิน เป็นโซน Design มี 6 ฮอล์ , สีชมพู เป็นโซน Moderno/Modern มี 4 ฮอล์ , สีเหลือง เป็นโซน Euroluce มีิอยู่ 6 ฮอล์ และ ที่น่าสนใจมากๆ คือ สีเขียว มีแค่ 1 ฮอล์ เป็นฮอล์ที่เกี่ยวกับผลงานของนักออกแบบอิสระ ที่นักออกแบบต้องส่งผลงานมาให้ทางคนจัดงานเลือกเข้ามาแสดงงาน หลายงานสดและน่าสนใจ และไปพัฒนาต่อได้อีกมากมาย ซึ่งจะแตกต่างจากฮอล์ต่างๆที่มาจากรูปแบบบริษัท ที่ความคิดมันสมบูรณ์และพร้อมขาย
งานมีจัดทั้งหมด 6 วัน เรามีโอกาสไปงานแค่ 2วัน จำนวนวันทั้งหมดที่เราอยู่ในอิตาลี คือ 4 คืน 5 วัน จำนวนวันที่เหลือเราก็ไปใช้เวลากับ Gallery และ Exhibitions ต่างๆในเมืองมิลาน หรือสถานที่สำคัญต่างๆ Gaku หรือ เรียกง่ายๆว่า กากู เป็นชื่อเพื่อนที่ร่วมหัวจมท้ายมาด้วยกัน กากูไม่ได้จบด้านออกแบบใดๆทั้งสิ้น แต่มีความสนใจในของดีไซน์ กากูเป็นหนุ่มญี่ปุ่นที่มีใจรักในการเดินทาง ชอบเดินทาง และหาอะไรใหม่ๆเข้าตัวเสมอ คนญี่ปุ่นเท่าที่เราสังเกตุและรู้สึกชื่นชมในความเป็นระบบระเบียบในด้านความคิด เป็นขั้นเป็นตอน สังเกตุได้จาการท่องเที่ยว การทำการบ้านมาอย่างดี ข้อมูลแน่น โดยส่วนตัว เราจะทำการบ้านไประดับหนึ่งบางอย่างเราไปหาเอาข้างหน้า มันอาจจะเป็นนิสัยไม่ดีในการเดินทาง แต่เรารู้สึกชอบและติดใจในอารมณ์ที่ต้องค้นหาและดิ้นรน และรู้ผลลับในสถานการณ์นั้นๆ
ทุกๆเช้าก่อนออกจากโรงแรม การเปิดแผนที่และวางแผนในการเดินทาง ว่าวันนี้เราจะไปไหน ที่ไหนเปิด ที่ไหนปิด ทำกันอย่างเป็นจิงเป็นจัง เพราะเวลาเรามีน้อย การจัดสรรเวลาเป็นสิ่งสำคัญ เราเลือกที่จะไปเดินงาน 2 วัน คาดเดาอนาคตคร่าวๆ ว่าเดินยังไงก็ไม่ทั่ว เพราะโดยขนาดของพื้นที่กับเวลา และสิ่งที่สนใจ มันไม่เท่ากัน การเดินดูแบบผ่านๆ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด นอกจากบางชิ้นงานที่น่าสนใจจิงๆ ก็จะดูอย่างละเอียด
บุทแสดงงานแต่ละบุทออกแบบได้สวยงามและที่สำคัญ ของที่เอามาโชว์ในงานนี้สิ สวยไม่แพ้กัน รุ้สึกได้เลยว่าการแข่งขันที่นี้สูงมากๆ ช่วงระหว่างเดินดูงานเกิดความรุ้สึกว่า นี้คือศุนย์กลางของพายุดีไซน์ที่พัดสมองเราจนหัวหมุน เพราะหลายชิ้นคือต้นแบบ และอีกไม่นานหลายประเทศก็คงไปก๊อปปี้แบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ
พายุดีไซน์ลูกใหญ่ที่พัด หลังคากระจกเกลียวคลื้นให้แผ่รัศมีวงกว้างจากศุนย์กลางที่มิลาน ขยายตัวไปเป็นระลอกคลื้น จาก ยุโรป สู่ ทวีป ต่างๆ ตามระยะเวลา เริ่มเทรนใหม่ที่นี้กว่าเกลียวคลื้นจะพัดไปถึง ก็ไปใหม่อีกที่ แต่คงเป็นเทรนที่เก่าไปแล้วจากจุดเริ่มต้น
ด้วยสมการที่ว่า เวลา2 วัน ลบจำนวนฮอร์ทั้งหมด คูณด้วยความน่าสนใจ เท่ากับ
ฮอร์ที่เดินได้ ทั้งหมด 10 ฮอร์ ในเวลา2 วัน เหลืออีก 14 ฮอร์ที่ไม่ได้เดินไปดู!!!
ความพยามจนถึงที่สุด ถ้าเปรียบระยะทางที่เดินในงานทั้งหมด 2 วัน หลายสิบกิโล (ถ้าไม่ติดว่าซื้อตั๋วเครื่องบินขากลับไว้แล้วนะ) คงเดินกลับใกล้ถึงลอนดอนละ
ของที่ระลึกที่ได้จากงานที่เราคิดว่ามีค่าสำหรับเราในอนาคตคือ โบชัวหรือเอกสารที่เกี่ยวกับชิ้นงานในแต่ละบุท หลายคนเอาไปก๊อปปี้ แต่สำหรับเรา เราคิดว่า "นักออกแบบที่ดี ก็คือนักพัฒนาที่ดี " พัฒนาจากธรรมาชาติสู่สมองมนุษย์ หรือจากสมองมนุษย์สู่สมองด้วยกันเอง แล้วแต่จะพัฒนาไปในด้านไหน การชื่นชมชิ้นงาน หรือศิลปินนั้นๆ ก็จะมีอิทธิผลในงานที่ออกมา จากรุ่นสู่รุ่น งานยุค 2000 อาจจะไปคล้ายหรือมีอิทธิผลมาจากยุค 70 - 80 แล้วแต่ นักพัฒนา
หลังจากห่างหายวงการออกแบบไปหายเดือน เนื่องจากมาเรียนภาษาก็ไม่ได้จับงานดีไซน์เลย การได้ไปกระตุ้นต่อมอยาก ให้มันไม่หลับ และให้มันตื่น และลืมตาดูโลก ว่ามนุษย์พัฒนา กำลังคิดและทำอะไรกัน
บางที กระต่ายบนดวงจันทร์อาจจะไม่ได้ตำข้าวเพราะความหิว
แต่เพียงแค่ตำข้าวให้มันกลบเสียงที่ดังจากสมองที่มันขบกันของนักพัฒนา ก็เท่านั้นเอง
ขอบคุณ กากู ทูน่า พี่ช้อง น้องการณ์ วิ ที่ช่วยสร้างสรรความฝันที่สัมผัสได้
ขอบคุณมากมาย ทูน่าที่ค่อยช่วยเหลือเรื่องขอวิซ่าเชงเก้น และแผนที่มิลาน ที่มีไว้เพื่อยึดเหนียวจิตใจ