ห่างหายจากการบอกเล่าความรู้สึก ความคิดตัวเองผ่านตัวหนังสือไปนาน ประมาณ 9 เดือนน่าจะได้มีเหตุการณ์ที่อยากจะบอกและอยากจะเล่าเยอะแยะมากมาย ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดี เริ่มจากความเดิมของตอนที่แล้วๆ มาละกัน
กลับจากเชียงใหม่ช่วงสงกรานต์ ก็มาลุยงานขนาดหนัก มีภาระอันใหญ่หลวงกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง เริ่มจากการโดนโยกจากการนั่งอ๊อฟฟิคเย็นๆ มาอยู่หน้าไซร์งานร้อนๆ งานที่ได้รับมอบหมายคือการมาทำให้ลายเส้นในพิมพ์เขียวมีชีวิต ภารกิจนี้ไม่มีแค่เราคนเดียว มีเพื่อนๆ พี่ ๆ ที่อ๊อฟฟิค อีก8-9 ชีวิตที่มาร่วมทุกข์ร่วมสุข
โรงพยาบาลขนาดตึก 6 ชั้น ใช้เวลาทำแบบประมาณ 6 เดือน ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 5 เดือน 6เดือนที่ทำแบบกับ 5 เดือนที่หน้างาน มันสอนอะไรเราหลายๆอย่าง มีมิตรภาพระหว่างอ๊อฟฟิคเรากับอ๊อฟฟิคอื่นๆ มีทั้งเพื่อน ทั้งมิตร ทั้งศตรู ทั้งน้ำตา ทั้งรอยยิ้ม มีความรัก มีความเกลียด มีความภูมิใจ มีความเสียใจ มีความรู้ มีความไม่รู้ มีความลำบาก มีความสบาย แต่สุดท้ายบวก ลบ คุณ หารแล้วความสุขมากกว่าความทุกข์ แค่นี้แหละที่มนุษย์หลายคนถามหา
ปัจจุบันลายเส้นบนพิมพ์เขียวได้กลายเป็น 3 มิติ ประกอบรูปร่างเป็นโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว

ผ่านช่วงเวลาที่น่าจดจำมากไปหนึ่งช่วงเวลา ช่วงเวลาของการพักผ่อนก็บังเกิด แรงบันดาลใจในการเดินทางคราวนี้ เกิดจากการอ่านหนังสือของนิ้วกลม เรื่อง " นั่งรถไฟไปตู้เย็น " หนังสือได้เล่าถึงการเดินทางโดยรถไฟขึ้นไปทางเหนือสุดของประเทศจีนซึ่งมีความหนาวเย็นระดับติดลบทุกอย่างถูกหยุดและแข็งเหมือนไม่มีสิ่งมีชีวิต เราอ่านไม่ทันได้จบเล่ม เราไม่รอช้าหยิบโทรศัพท์ โทรจองตั๋วรถไฟไปเหนือเกือบสุดของประเทศ "เชียงใหม่-แม่ฮองสอน" เป็นจุดหมายปลายทาง กะว่าช่วงลาพักหนาวจะอ่านหนังสือเล่นนี้ให้จบ
" ปายและแม่ฮองสอน" เป็นที่ที่เคยไปและอยากไปอีก ปายครั้งนี้ไม่แตกต่างจากความรุ้สึกเดิมๆ เห็นการเติบโตของปาย ไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้น เป็นแหล่งที่นักลงทุนมองหา คนขายของส่วนใหญ่ก็มาจากจังหวัดใกล้เคียง คนปายเองให้เช่าที่ เช่าบ้าน และหอบเงินที่เซ้ง ย้ายไปอยู่บนเขา บนดอย ปายเป็นแหล่งดึงดูดเงินแค่ 4-5 เดือน นอกนั้นก็จะเป็นฤดูร้อนและฤดูฝน ฤดูร้อนเองก็มีแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาพักเป็นเดือนๆ นักท่องเที่ยวไทยน้อยเต็มที เคยไปช่วงหน้าร้อนทีหนึ่ง เหมือนเมืองร้าง ฤดูฝนก็ไม่ต้องพูดถึง น้ำท่วมตั้งแต่แม่น้ำปายไปจนถึงสี่แยกไฟแดง (เดี่ยวนี้มีคนตั้งซื่อให้ละ เป็นสี่แยกปายหนาว) ร้านค้าน้อยร้านที่เปิดตลอดทุกฤดู ส่วนใหญ่ร้านค้าก็ปิดตัวลง รอให้ลมหนาวมาระลอกใหม่ ปายก็จะคึกคักมีชีวิตเป็นขุมเงินขุมทองของนักลงทุนต่อไป การเลือกลงทุนในปายต้องคิดให้รอบครอบ การเซ้งบ้านระยะยาวปีต่อปี อันตราการเสี่ยงสูงมาก นักลงทุนควรระมัดระวัง
แม่ค้าขายไส้อั่วเล่าว่า "แม่ค้าส่วนใหญ่ เลือกที่จะเช่าเป็นแผงมาตั้ง ถึงเวลาก็ออกไปพักรอบนอกเมือง หมดช่วงฤดูหนาวก็กลับลงเชียงใหม่บ้าง กทมบ้าง หรือหาทำเลทองทำเงินกันต่อไป อย่างวันเคาน์ดาวน์คืน 30 ธันวา เค้าเรียกว่า "วันปายแตก" มีของเท่าไรก็หมด คนเยอะมาก คืน คืนเดียวขายได้หลายหมื่นบาท" แม่ค้าเล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
อย่างเจ้าของร้าน มู MU เล่าให้ฟังว่า บางที่การเป็นเมืองเล็กๆ อย่างปาย ไม่สามารถรองรับคนจำนวนหลายหมื่นคนได้ น้ำมันหมดเมือง ไม่มีน้ำมันใช้ ข้าวหมด .....
อย่างปางอุ้ง ไปเป็นปีที่สองติดต่อกัน เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ไม่ได้เปลียนแปลงเรื่องของธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องของมนุษย์ ที่รู้เท่าทันความเจริญ เริ่มตั้งกฏในการเข้าพัก นับจำนวนคนเข้า-ออก
การยับยังความเจริญนั้นยากยิ่ง ถ้าจิตใต้สำนึกของมนุษย์ยังคิดแต่เรื่องเงิน เงิน และก็เงิน
การเดินทางจบลงไปพร้อมกับหนังสือของนิ้วกลม หลายคำพูดในหนังสือ ยังจำและยังติดอยุ่ในความคิด การเดินทางให้อะไรมากกว่าการอยู่เฉยๆ หลายคนเชื่อแบบนั้น
ความเดิมของตอนที่แล้วยังไม่จบลงง่ายๆ แค่นี้ ห่างหายไป ตั้งเกือบ 9 เดือน เล่าแค่นี้คงไม่ใช่ สารพัดอิง ต่อไปกันเลย
"หลวงพระบาง ประเทศ ลาว" ทริปนี้ห่างจากทริปแรกแค่ 2 อาทิตย์ การเดินทางไปหลวงพระบาง ไม่แพ้ไปแม่ฮองสอนเลย โค้งเยอะไม่แพ้กัน แต่สิ่งที่ชอบ และประทับใจไม่ใช่ที่หลวงพระบาง แต่เป็นที่ วังเวียง
" วังเวียง" เป็นทางผ่านระหว่าง เวียงจัน ไปหลวงพระบาง นักท่องเที่ยวหลายคนนั่งผ่านไป บางคนนอนพักเพื่อรอเดินทางต่อ วังเวียง เป็นเมืองเล็กๆที่มีทิวเขาสวยงาม มีแม่น้ำซอง ไหลผ่านเราไปครั้งแรกเรานึกถึงแม่น้ำปาย และอำเภอปายที่เพิ่งไปมา เพื่อนร่วมทริปที่พาเราไปให้รุ้จักวังเวียง ถามเราว่า ปายกับที่นี้ไหนสวยกว่ากัน ความรุ้สึกแรก เหมือนๆกัน มีอะไรหลายอย่างคล้ายกัน ในความรู้สึกแรก


แต่พอพักไปซักคืนสองคืน เริ่มมีอะไรหลายๆอย่างที่ปายไม่มี ความเป็นธรรมชาติของผู้คน ความเป็นธรรมชาติของบรรยากาศ วังเวียงไม่แตกต่างอะไรกับปายเมือหลายปีก่อน วังเวียงยังสวย สงบ และน่าค้นหา และยังรอคอยนักลงทุน มันทำให้มันไร้ค่า ไร้ราคา ข่าวดีของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ภายในเดือนนี้ วังเวียงจะได้จดทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นแหล่งที่ 3 ของลาว ต่อจากหลวงพระบาง โดยส่วนตัวแอบคิดในใจว่า ไม่แน่ใจว่าได้มรดกโลกด้านไหน แต่เป็นความภาคภูมิใจของคนลาวเลยละ

ว่าด้วยหลวงพระบาง บังเอิญไม่ได้ดูหนังเรื่อง สบายดีหลวงพระบาง เห็นเค้าว่าสวยนักสวยหนาแต่เราไปถึงเราว่ามันเจริญ เจริญมาก เจริญ กว่าที่ในหัวเราคิดไว้ เพื่อนที่พาเรามาบอกว่าเมือ 5 ปีก่อน ยังไม่เป็นแบบนี้เลย ตอนก่อนคนลาว นุ่งผ้าซินปั่นจักรยาน ตอนนี้ นุ่งผ้าซินขี่มอเตอร์ไซร์ ปัจจุบัน คนลาวไม่นุ่งอะไรเลย ขี่มอร์เตอร์ไซร์ 555 ( ล้อเล่น น้า ) 555
อีกไม่นาน ร้านค้าขายส่ง ขายปลีก คงเต็มเมือง เมือมาเปรียบกับเชียงใหม่บ้านเรา เชียงใหม่บ้านเราเจริญกว่าและ เก่ากว่าหลวงพระบาง ( ข้อมูลอ้างอิง .................................... ) เติมเองตามชอบใจ
เกือบลืมสิ่งที่ประทับใจมากๆๆ อีกอย่างที่นอกเหนือกว่าการใส่บาตรข้าวเหนียว คือการได้ไปเต้นสลอป (ไม่แน่ใจว่าเขียนถูกหรือป่าว) การเต้นสลอปของลาว คือการเต้นพร้อมๆกัน มีเพลงและจังหวะเฉพาะ คล้ายๆจังหวะ ชาช่าช่า บ้านเรา แต่นี้เต้นพร้อมกัน เดินหน้า ถอยหลัง แตะขา หมุนตัว คนหลายสิบคนเต้นพร้อมๆกัน น่ารักดีไม่หยอก ผับที่นี้จะเต้นสลับไปมาเพลงปัจจุบันกับเพลงประจำชาติ เต้นสลอปบ้าง รำวงบ้าง โยกหัวแบบร็อคบ้าง ว่าไปตามเพลงที่เปิด
รอยยิ้มในลาวมีให้เห็นเรื่อยไป คำพูดบางคำฟังแล้วต้องอมยิ้ม ไฟเขียวไฟแดง ที่ลาว เค้าเรียกไม่เหมือนบ้านเรา ไฟแดง เรียกไฟอำนาจ ไฟเหลือง ไฟวัดใจ ไฟเขียว ไฟเสรี .................
ทริปนี้จบไปแบบนิ่มๆ เนั้นเข้าวัดทำบุญกินเบียร์(เบยลาว) ซะเยอะ จิงๆควรจะเว้นวรรคห่างกันหน่อยจะได้ดูดีขึ้น
ทริปนี้จบไปแบบนิ่มๆ เนี้นเข้าวัดทำบุญ กินเบียร์(เบยลาว)ซะเยอะ
อย่างงี้น่าจะดีกว่า
การเดินทางยังไม่จบลงแค่นี้ เมือสิ่งที่คิดและเตรียมไว้ได้ผ่านการอนุญาติจากทางบ้าน อ๊อฟฟิค และสถานทุต และสิ่งสำคัญ ใจตัวเราเอง แล้ว
หลังกลับจากเที่ยวลาว แค่ 1 อาทิตย์ ผลวีซ่าผ่าน การไปเรียนภาษาต่อที่อังกฤษจึงเริ่มต้น เตรียมตัวแค่ 1 อาทิตย์ กับระยะเวลา 1 ปี ที่อยู่ที่อังกฤษ ................
การเดินทางให้อะไรมากกว่าการอยู่เฉยๆ เราก็ยังเชื่อแบบนั้น
์